การวัดสายตาประกอบแว่น ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก
โดย ดร.ปฐมา เชิดชูเกียรติสกุล
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์ระบบการมองเห็นสามมิติ ( Doctor of Optometry ) ประจำศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก
การวัดสายตาประกอบแว่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพดวงตาและคุณภาพชีวิต เนื่องจากปัญหาทางสายตาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน การตรวจวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการดูแลสุขภาพตาเบื้องต้นที่ไม่ควรละเลย
การวัดสายตาประกอบแว่นคืออะไร สำคัญอย่างไร
การวัดสายตาประกอบแว่น คือกระบวนการตรวจวัดค่าสายตาเพื่อเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับผู้สวมใส่ นักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะทางเพื่อตรวจหาปัญหาสายตาต่าง ๆ เช่น สายตายาว สายตาสั้น สายตาเอียง และกำหนดค่ากำลังสายตาของเลนส์แว่นที่เหมาะสม การตรวจวัดที่แม่นยำจะช่วยให้ได้แว่นตาที่มีค่ากำลังขยายที่เหมาะสม ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ไม่เมื่อยล้า และป้องกันปัญหาสายตาที่อาจแย่ลงจากการใช้แว่นที่ไม่เหมาะสม
ความสำคัญของการเลือกแว่นที่เหมาะกับค่าสายตา
แว่นตาที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพตาที่อาจเกิดจากการใช้แว่นที่ไม่ตรงกับค่าสายตา หากเลือกแว่นที่ไม่พอดี อาจทำให้ปวดศีรษะ ปวดตา หรือเกิดความล้าได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นหรือสายตายาว การเลือกแว่นที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและสบายตา
อาการที่บ่งบอกว่าควรตรวจวัดสายตาเพื่อตัดแว่น
- มองเห็นภาพไม่ชัดเจนทั้งระยะใกล้และไกล
- ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะหลังจากใช้สายตานาน ๆ
- ตาพร่ามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
- ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างจากตามากกว่าปกติ
- ต้องหรี่ตาหรือขยี้ตาบ่อย ๆ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น
- มีอาการปวดตาหรือล้าตาเป็นประจำ
- มีพฤติกรรมเพ่งหรือขยับตัวเข้าใกล้หน้าจอมากขึ้น
การวัดสายตาประกอบแว่นระบบ 3 มิติ
วัดสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ 3 มิติ
ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก ประสบความสำเร็จในการคิดค้น และพัฒนา ระบบการวิเคราะห์สายตาประกอบแว่นโปรเกรสซีฟระดับท็อปเอนด์เทคโนโลยีใหม่ ด้วยระบบดิจิตอล 3 มิติ ที่สามารถวิเคราะห์ระบบการมองเห็นในการทำงานร่วมกันของตา 2 ข้าง และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สายตาพร้อมคำนวณค่าของการมองเห็นแบบ 360 องศา ได้ภายในเวลาเพียง 40 นาที ได้ข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน สำหรับออกแบบ ผลิต และประกอบแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟระดับท็อปเอนท์เทคโนโลยีใหม่ที่ให้ภาพคมชัดทุกระยะ อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด ช่วยให้สมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็น ไม่ต้องพยายามฝืนเพ่งทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อน สมองจึงมีประสิทธิ์ภาพในการทำงานด้านอื่นมากขึ้น ทำให้รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นทันที เหมือนได้กลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง และยังช่วยถนอมสายตาได้ดีกว่า
ขั้นตอนในการวัดสายตา
1. จะต้องเริ่มต้นจากการวัด Visual Acuity หรือที่นิยมเรียกว่า V.A. ซึ่ง V.A. นี้ หมายถึง ความสามารถในการมองเห็น ซึ่งวิธีการวัด V.A. เราจะทำการวัดตาทีละข้าง เริ่มจากวัด V.A. ตาขวาโดยปิดตาซ้าย วัด V.A. ตาซ้ายโดยปิดตาขวา และวัด V.A. ของตาทั้ง 2 ข้างโดยเปิดตา ทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน โดยที่เวลาวัด V.A เราสามารถวัดได้ทั้ง V.A. ตาเปล่าซึ่ง หมายถึง วัด V.A. โดยไม่ได้ใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ เป็นการวัดความสามารถในการมองเห็นตามธรรมชาติของตาโดยยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลยหรือวัด V.A. แว่นเดิมในกรณีที่ผู้ถูกวัดเคยใช้แว่นสายตาอยู่แล้ว และวัดความสามารถในการมองเห็นของแว่นที่ใช้อยู่ ประโยชน์จากการวัด V.A. ตาเปล่าหรือ V.A. แว่นเดิมเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถในการมองเห็นก่อนที่จะทำการวัดสายตา และความสามารถในการมองเห็นหลังวัดสายตา และได้ค่าสายตาใหม่ และเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ค่าสายตาใหม่ที่เหมาะสม
2. หลังจากวัด V.A. แล้ว ต่อจากนั้น คือ การวัดความโค้งของกระจกตาหรือการหาค่า K การหาค่า K จะทำให้เราสามารถประเมินค่าสายตาเอียง และองศาได้
3. เริ่มต้นการหาค่าสายตาโดยวิธี Objective คือ การที่เราหาค่าสายตาเบื้องต้นโดยที่ผู้ถูกวัดไม่ต้องตอบอะไรทั้งสิ้น ผู้วัดจะเป็นผู้หาค่าสายตานั้นออกมาเอง โดยวิธีที่ใช้สามารถใช้ได้ทั้งวิธีการ Retinoscopy หรือการใช้ Autorefraction โดยทำการวัดตาทีละข้าง เมื่อได้ค่าสายตาออกมา จึงดำเนินการขั้นต่อไป
4. การวัดหาค่าสายตาแบบ Subjective จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ถูกวัดแต่ละคนโดยที่ผู้ถูกวัดจะต้องร่วมในการวัดโดยตอบคำถามซึ่งจะแบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ต่อไปนี้
-
หาค่าสายตาที่เหมาะสมของตาแต่ละข้างโดยเริ่มจากตรวจวัดตาขวาก่อน และปิดตาซ้ายไว้ ขั้นแรกจะหาค่า sphere ที่ดีที่สุด ก่อนหาค่าสายตาเอียงโดยวิธี Red-green Test หรือวิธี Step down เมื่อได้ค่า sphere ที่ดีที่สุดเบื้องต้นแล้ว เราจะหาค่าสายตาเอียง และองศาของตาเอียงที่เหมาะสมที่สุดโดยวิธี Jackson Cross Cylinder หรือที่เราเรียกว่า JCC ซี่งเมื่อได้ค่าสายตาเอียง และองศาที่เหมาะสมที่สุด แล้วเราจะทำการหาค่า sphere หรือค่าสายสั้นหรือสายตายาวที่ดีที่สุดอีกครั้ง หลังจากที่เราหาค่าสายตาเอียงเรียบร้อยแล้วโดยวิธี Red-Green Test หรือวิธี Step down อีกครั้งเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ทำให้การมองเห็นดีที่สุดในตาแต่ละข้างโดยที่ควบคุมไม่ให้เกิดการให้ค่าสายตามากเกิน เมื่อตรวจตาข้างขวาเรียบร้อยแล้วก็จะทำขั้นตอนต่าง ๆ นี้อีกครั้งกับตาด้านซ้ายโดยสลับปิดตาขวา และเปิดตาซ้าย ซึ่งจะทำให้ได้ค่าสายตา ที่ดีที่สุดสำหรับตาแต่ละข้างแล้วเราจึงดำเนินการวัดสายตาขั้นตอนต่อไป
Image
Image
- จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ตา 2 ข้างร่วมกัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากการวัดสายตาทีละข้างโดยปิดตาทีละข้างนั้นอาจทำให้เกิดการ Accommodation ของตาทีละข้างในระดับที่ต่างกันได้ ( แต่เราจำเป็นต้องวัดตาทีละข้างก่อนเพื่อให้รูู้ถึงความสามารถในการเห็นของตาทีละข้าง ) และเมื่อมอง 2 ตาพร้อมกันการควบคุม Accommodation ของ 2 ตาถูกควบคุมในระดับที่เท่ากัน เราจึงหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับที่จะทำให้การมองเห็นของ 2 ตาดีที่สุดและทั้ง 2 ตาเห็นได้ใกล้เคียงกันมากที่สุดโดยวิธีการจะใช้สไลด์ ที่มีระบบ poralized ร่วม โดยการที่เมื่อมอง 2 ตาพร้อมกันจะเห็นภาพสไลด์เต็มแต่ในความเป็นจริงแล้วภาพสไลด์นี้ครึ่งหนึ่งจะมองเห็นได้ด้วยตาขวา และอีกครึ่งหนึ่งจะเห็นได้ด้วยตาซ้ายเป็นการควบคุมให้ 2 ตามองเห็นพร้อมกัน และสามารถแยกแยะ และเปรียบเทียบการมองเห็นของ 2 ตาได้ เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประกอบเป็นแว่นสายตา
5. การวัดประสิทธิ์ภาพการทำงานร่วมกันของ 2 ตา เมื่อได้ค่าสายตาแล้วเรายังต้องตรวจเพิ่มเติมถึงประสิทธิ์ภาพการมองเห็นร่วมกันของ 2 ตา เช่น ความสามารถในการเห็นภาพ 3 มิติโดยใช้สไลด์ที่เมื่อมองผ่านเลนส์ จะเห็นเป็นภาพ 3 มิติ ภาพจะมีระดับความลึกของภาพต่างกัน เพื่อทดสอบดูว่า ผู้ถูกตรวจสามารถแยกแยะระดับความลึกของภาพได้ดีมากน้อยแค่ไหนอันดับต่อมาที่ต้องตรวจคือตาทั้ง 2 ข้างสามารถวางตำแหน่งของภาพของตาทั้ง 2 ตา ณ. ตำแหน่งเดียวกันพอดีหรือไม่ ( เป็นการตรวจ Associated Phoria ) วิธีการตรวจจะทำโดยภาพสไลด์เต็มนั้นบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตาขวา และบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตาซ้าย เมื่อผู้ถูกตรวจมองภาพสไลด์ทั้ง 2 ตา จะให้ดูตำแหน่งของภาพทั้ง 2 ส่วนว่าความสัมพันธ์ของภาพทั้ง 2 ส่วน เป็นอย่างไร อยู่ในจุดที่เชื่อมต่อกันพอดีหรือตำแหน่งของภาพวางเยื้องกันอยู่ และเยื้องกันอยู่ในแนวใดเพื่อหาค่าปริซึมที่จะเลื่อนภาพให้มาวางในตำแหน่งที่เชื่อมต่อกันได้พอดีค่าที่ได้จะใช้ในกรณีที่ผู้ถูกตรวจนอกจากจะมีปัญหาสายตาซึ่งแก้ไขด้วยเลนส์สายตาทั่วไปแล้วแต่ยังคงมีอาการเห็นชัดไม่เต็มที่ ( เนื่องจากภาพดูเหมือนซ้อนกันไม่สนิท ) หรือมีอาการปวดตาอยู่ ( เนื่องจากตาต้องทำงานมากกว่าปกติเพื่อให้ตา 2 ข้างทำงานร่วมกัน ) เนื่องจากยังมีปัญหาการมองเห็นร่วมกันของ 2 ตา ( Binocular Vision ) ซึ่งต้องแก้ไขด้วยเลนส์เฉพาะนี้ด้วย
6. เมื่อวัดความสามารถการมองเห็นในระยะไกลไปแล้ว อันดับต่อไปจะเป็นการวัดการมองเห็นในระยะใกล้ โดยปกติจะวัดที่ระยะ 40 ซม. เพื่อดูว่าระบบการ Accommodation ของผู้ถูกวัดว่าระบบการปรับโฟกัสอัตโนมัตินี้ จะสามารถปรับโฟกัสได้พอดีหรือไม่เมื่อต้องการอ่านหนังสือหรือดูงานที่ระยะ 40 ซม. นี้โดยใช้ near cross grid ซึ่งหลักการทำงานของมัน คือ ใช้เลนส์แตกภาพของเส้นตั้ง และเส้นนอนออกจากกัน ให้อันหนึ่งตกก่อน และอีกอันหนึ่งตกหลังจอประสาทตา ถ้าตาเราโฟกัสภาพตกบนจอประสาทตาพอดีจะทำให้เส้นตั้ง และเส้นนอนชัดเท่ากัน ถ้าเส้นตั้ง และเส้นนอนชัดไม่เท่ากันก็จะมีการปรับเลนส์ เพื่อให้เส้นทั้ง 2 ชัดเท่ากัน ทำให้เราได้ค่าเลนส์ที่จะช่วยให้ภาพในระยะใกล้โฟกัสบนจอประสาทตาพอดี นอกจากนี้เรายังใช้วิธีการตรวจหา NRA ( Negative Relative Accommodation ) และ PRA ( Positive Relative Accommodation ) เพื่อหาช่วงความสามารถของการ Accommodation เพื่อตรวจดูว่า ระบบการ Accommodation อยู่ในช่วงที่ปกติหรือไม่ และสามารถช่วยในการหาค่าเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับการดูระยะใกล้ด้วย
7. เมื่อได้ค่าจากการวัดทั้งค่าสายตามองระยะไกลทั่วไป และค่าสายตาสำหรับการอ่านหนังสือแล้ว เราจะนำค่าที่ได้มาใส่ในกรอบลองเลนส์เพื่อให้ผู้ถูกตรวจ สามารถลองใส่ในสภาวะจริงใส่เดินทั่วไปเพื่อดูการปรับตัว และการยอมรับกับค่าสายตานั้นมากน้อยแค่ไหน และลองอ่านหนังสือในระยะจริงที่ผู้ถูกตรวจต้องใช้งานในระยะนั้นเป็นประจำเพื่อปรับค่าสายตาครั้งสุดท้ายก่อนได้ค่าสายตาที่จะใช้เป็นค่าที่จะประกอบแว่นจริงในที่สุด
ควรวัดสายตาประกอบแว่นบ่อยแค่ไหน
โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจวัดสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติ แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ปวดตา หรือปวดศีรษะบ่อยครั้ง ควรไปพบจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาทันที เพราะนอกจากการไปเพื่อวัดสายตาประกอบแว่นแล้ว ยังเป็นการไปเพื่อตรวจเช็กสุขภาพของดวงตาในเบื้องต้น เพื่อป้องกันโรคที่ทำให้สายตามีปัญหาลุกลามจนยากจะรักษา
สำหรับผู้ที่ต้องการวัดสายตาประกอบแว่น สามารถเข้ามาปรึกษาปัญหากับผู้เชี่ยวชาญ และนักทัศนมาตรด้านสายตาได้ที่ศูนย์แว่นตาไอซอพติก ศูนย์แว่นตาโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล เรามีทีมนักทัศนมาตรและจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ออกแบบ และวิเคราะห์การใช้สายตาของคุณอย่างละเอียด โดยมีปรมาจารย์โบบิ คอยดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้รับแว่นตาโปรเกรสซีฟที่ใส่สบาย ตอบโจทย์การใช้งาน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมรับประกันความพึงพอใจสูงสุด 180 วัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
ปรมาจารย์โบบิ สายด่วน : 097-454-9944
LINE ID : @isoptik
เว็บไซต์ : https://www.isoptik.com
whatsapp : +66 97 454 9944
อีเมล : isoptik@gmail.com