ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

อาการมองเห็นจุดดำหรือลูกน้ำลอยไปมา (น้ำวุ้นตาเสื่อม)

โดย แพทย์หญิง อรทัย สุวรรณพิมลกุล จักษุแพทย์

อาการมองเห็นจุดดำหรือลูกน้ำลอยไปมา

บางคนอาจมีอาการมองเห็นจุดดำหรือลูกน้ำลอยไปลอยมาผ่านเข้ามาในขอบเขตของการมองเห็นหรือลานสายตา สิ่งนี้เรียกว่า Floater อาการมักจะเด่นชัดเวลาที่มองไปที่พื้นผิวเรียบๆ เช่น ฝาผนังสีพื้น, กระดาษเปล่าหรือท้องฟ้า เงาดำที่เห็นลอยไปมาหรือ Floater นี้แท้จริงแล้ว คือ ส่วนของน้ำวุ้นตาที่ขุ่นเป็นจุด, ก้อน, เส้นหรือมีเซลล์อยู่ภายใน

น้ำวุ้นตา

น้ำวุ้นตาหรือ Vitreous เป็นส่วนที่บรรจุอยู่ภายในลูกตาด้านหลังโดยปรกติจะเป็นวุ้นใส โครงสร้างภายในประกอบด้วยน้ำ 99%, โมเลกุลต่างๆ และเส้นใยอีก 1% น้ำวุ้นตาช่วยให้ลูกตาคงรูป และภาพผ่านไปตกที่จอประสาทตาได้ชัดเจน

ขณะที่เรารู้สึกว่า เวลามองแล้วเหมือนมีอะไรลอยไปมาตรงหน้า แท้จริงแล้วสิ่งที่เห็นนั้นลอยอยู่ภายในลูกตาเราเองแล้ว ทำให้เกิดเงามาตกบนจอประสาทตาด้านหลังลูกตา เราจึงรู้สึกถึง Floater ได้ Floater อาจมีรูปร่างแตกต่างได้หลายแบบ เช่น เป็นจุดเล็กๆ, วงกลม, เส้น, ใยแมงมุม, กลุ่มก้อนเงาคล้ายกับก้อนเมฆหรือรวงผึ้ง

สาเหตุของ Floater

ภาวะวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในดวงตา ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของความเสื่อมตามวัย แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เร่งให้เกิดเร็วขึ้น และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการมองเห็นในระยะยาวหากเกิดภาวะแทรกซ้อน ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงสามารถสรุปสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และผลกระทบได้ดังนี้

สาเหตุหลักของภาวะวุ้นตาเสื่อม

โดยธรรมชาติ วุ้นตา (Vitreous) มีลักษณะเป็นเจลใสประกอบด้วยน้ำและเส้นใยคอลลาเจน ทำหน้าที่พยุงลูกตาและเป็นทางผ่านของแสง สาเหตุหลักของการเสื่อมเกิดจาก

  • ความเสื่อมตามวัย (Aging) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเปลี่ยนสภาพจากเจลเป็นของเหลว (น้ำ) เส้นใยคอลลาเจนจะจับตัวกันเป็นก้อนตะกอน และวุ้นตาจะหดตัวแยกออกจากจอประสาทตา
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน เมื่อวุ้นตาละลายกลายเป็นน้ำและหดตัว จะเกิดตะกอนขุ่นลอยไปมา และอาจเกิดแรงดึงรั้งที่จอประสาทตา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาการมองเห็น

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้เกิดวุ้นตาเสื่อม

นอกจากอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ หรือเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ :

  1. ภาวะสายตาสั้น (Myopia) ผู้ที่มีสายตาสั้น โดยเฉพาะสายตาสั้นมาก (มากกว่า 400-600 ไดออปเตอร์) มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ เนื่องจากขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติทำให้วุ้นตามีการแกว่งตัวมากและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  2. อุบัติเหตุทางดวงตา การกระทบกระเทือนที่ศีรษะหรือดวงตาอย่างรุนแรง เช่น จากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ สามารถทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วขึ้น หรือทำให้เกิดการดึงรั้งจอประสาทตา
  3. โรคประจำตัว
    • โรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอตาอาจมีเลือดออกในวุ้นตา ซึ่งเหนี่ยวนำให้วุ้นตาเสื่อมได้เร็วขึ้น และเส้นเลือดที่ผิดปกติอาจดึงรั้งจอประสาทตา
    • การอักเสบในลูกตา ผู้ที่มีประวัติม่านตาอักเสบ หรือการติดเชื้อในดวงตา
    • การผ่าตัดทางตา ผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจก ทำเลเซอร์ หรือผ่าตัดอื่นๆ ในดวงตา มีความเสี่ยงที่จะเกิดวุ้นตาเสื่อมหรือวุ้นตาลอกตัวได้ง่ายขึ้น
    • พฤติกรรมการใช้สายตา การใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเกินไป อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและเป็นสาเหตุให้วุ้นตาเสื่อมเร็วขึ้นได้ รวมถึงการอยู่ในที่แสงจ้าหรือที่มืดเกินไป

ผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะยาว

ผลกระทบของวุ้นตาเสื่อมมีตั้งแต่ระดับสร้างความรำคาญไปจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวร ดังนี้

1. ผลกระทบระยะสั้นและทั่วไป (ไม่อันตราย)

  • เห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา (Floaters) ผู้ป่วยจะเห็นเงาตะกอนลอยตามการกรอกตา โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังพื้นที่สว่าง เช่น ท้องฟ้าหรือผนังสีขาว
  • การปรับตัวของสมอง ในระยะยาว หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน สมองจะค่อยๆ ปรับตัวให้ชินกับจุดดำเหล่านี้ (Neuro-adaptation) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญน้อยลงและมองเห็นจุดดำลดลงเองตามธรรมชาติ

2. ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลเสียร้ายแรง (อันตราย) หากวุ้นตาที่เสื่อมมีการหดตัวและ "ดึงรั้ง" จอประสาทตาอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวที่สำคัญ คือ :

  • จอประสาทตาฉีกขาด (Retinal Tear) เกิดจากการที่วุ้นตาดึงจอประสาทตาจนขาด ทำให้เห็นแสงแฟลช (Flashing) หรือแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ
  • จอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) หากรอยฉีกขาดไม่ได้รับการรักษา น้ำวุ้นตาจะไหลซึมเข้าไปใต้จอประสาทตา ทำให้จอตาลอก ส่งผลให้ ตามัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นม่านดำบังตา และอาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้
  • เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) เกิดจากการดึงรั้งจนเส้นเลือดฉีกขาด ทำให้การมองเห็นมัวลงหรือเห็นจุดดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Floater มีความสำคัญอย่างไร

การหดตัว และการลอกตัวของน้ำวุ้นตาก่อให้เกิดแรงดึงที่จอประสาทตาได้ ถ้าแรงดึงนี้มีมากอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (Retinal tear) ในบางครั้งการฉีกขาดของจอประสาทตาทำให้มีเลือดออกในน้ำวุ้นตา ซึ่งอาจทำให้มีอาการตามัวได้ การที่จอประสาทตาฉีกขาดถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะก่อให้เกิดจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal detachment) ตามมา และทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด

ควรทำอย่างไรเมื่อมี Floater

Floater ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำอันตรายกับลูกตา เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญในการมอง โดยปรกติคนที่มี Floater ก็ยังมีการมองเห็นชัดเจนปรกติ ความรู้สึกที่มีเงาดำลอยไปมา จะค่อยๆ ลดลงไปเอง เมื่อเวลาผ่านไปการก่อให้เกิดความรำคาญจะน้อยลง แม้ว่าในบางคนอาจยังรู้สึกได้เป็นปี การเกิด Floater จากการที่น้ำวุ้นตาเปลี่ยนแปลงเมื่อสูงอายุหรือที่เรียกว่าน้ำวุ้นตาเสื่อมไม่มีการรักษา แต่ถ้ามี Floater เกิดขึ้นก็ควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ทันที เพื่อดูว่ามีการฉีกขาดของจอประสาทตาร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากภาวะจอประสาทตาฉีกขาดหรือลอกต้องได้รับการรักษา มิฉะนั้นอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ดังนั้นจึงควรพบจักษุแพทย์ ถ้ามีอาการต่อไปนี้

  1. รู้สึกว่ามีเงาดำหรือ Floater ใหม่ เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด
  2. รู้สึกมีแสงแปล๊บคล้ายไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป (Flashing) เกิดขึ้นในลูกตา
  3. มีอาการมองเห็นผิดปรกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การมองเห็นทางด้านข้างเสียไปหรือลานสายตาแคบลง

แนวทางการดูแลรักษาและป้องกันภาวะวุ้นตาเสื่อมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ การดูแลเพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และการรักษาทางการแพทย์เมื่อเกิดอาการ มีรายละเอียดดังนี้

วุ้นตาเสื่อม

1. แนวทางการป้องกันและถนอมดวงตา (Prevention & Eye Care)

แม้ว่าภาวะวุ้นตาเสื่อมส่วนใหญ่จะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของความชราที่ไม่สามารถยับยั้งได้ทั้งหมด แต่เราสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อมและลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

  • ปรับพฤติกรรมการใช้สายตา
    • พักสายตาตามกฎ 20-20-20 หากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก 20 นาที โดยมองออกไปไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อลดอาการล้าของกล้ามเนื้อตา
    • รักษาระยะห่างจากหน้าจอ ควรเว้นระยะห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 50 ซม. และสมาร์ทโฟนไม่น้อยกว่า 30 ซม. รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้งานในที่มืดหรือปิดไฟเล่นมือถือ เพราะจะทำให้ตาต้องเพ่งมากเกินไป
    • สวมแว่นป้องกัน ควรสวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้งเพื่อป้องกันรังสียูวี และสวมแว่นตานิรภัยหากต้องทำกิจกรรมเสี่ยงต่อการกระแทก เช่น การเล่นกีฬา หรือทำงานช่าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วขึ้น
  • โภชนาการบำรุงดวงตา แม้การทานอาหารเสริมอาจไม่ได้รักษาภาวะนี้ให้หายขาดได้โดยตรง แต่สารอาหารบางชนิดมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระและบำรุงจอประสาทตาและวุ้นตาได้ ได้แก่
    • ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) พบมากในผักใบเขียว (คะน้า, ปวยเล้ง) และไข่แดง ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงแดด,
    • วิตามินซี และ อี พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี (โกจิเบอร์รี, บลูเบอร์รี) ช่วยต้านอนุมูลอิสระและชะลอความเสื่อม
    • เอนไซม์จากสับปะรด มีการศึกษาพบว่าการทานสับปะรดอาจช่วยลดการมองเห็นจุดดำได้ เนื่องจากเอนไซม์อาจช่วยสลายสารบางอย่างในวุ้นตา (เป็นงานวิจัยนำร่อง)
  • การดูแลโรคประจำตัว ผู้ป่วยเบาหวานต้องคุมระดับน้ำตาลให้ดี เพราะเบาหวานขึ้นจอตาเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเลือดออกในวุ้นตาและทำให้เสื่อมเร็วขึ้น

2. แนวทางการรักษาทางการแพทย์ (Treatment)

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและภาวะแทรกซ้อน

  • กรณีทั่วไป (ไม่อันตราย) หากเป็นเพียงการเห็นจุดดำลอยไปมา (Floaters) โดยไม่มีรอยฉีกขาดของจอตา แพทย์มักไม่แนะนำให้รักษา เนื่องจากสมองจะค่อยๆ ปรับตัวให้ชิน (Neuro-adaptation) จนมองเห็นจุดดำลดลงหรือรำคาญน้อยลงไปเองเมื่อเวลาผ่านไป
  • กรณีมีภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรง หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาดังนี้
    1. การยิงเลเซอร์ (Laser Photocoagulation) ใช้ในกรณีที่พบ "รอยฉีกขาดของจอประสาทตา" เพื่อปิดรอยรั่ว ป้องกันไม่ให้น้ำวุ้นตาเซาะเข้าไปจนทำให้จอประสาทตาหลุดลอก
    2. การยิงเลเซอร์สลายตะกอน (Laser Vitreolysis) เป็นการยิงเลเซอร์ไปที่ก้อนตะกอนวุ้นตาเพื่อให้แตกตัวเล็กลงและรบกวนการมองเห็นน้อยลง แต่วิธีนี้ต้องทำโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพิจารณาเป็นรายกรณี
    3. การผ่าตัดน้ำวุ้นตา (Vitrectomy - PPV) ใช้ในกรณีรุนแรงมาก เช่น จอประสาทตาหลุดลอกแล้ว มีเลือดออกในวุ้นตาจำนวนมาก หรือมีพังผืดดึงรั้งจอตา แพทย์จะผ่าตัดดูดน้ำวุ้นตาออกและใส่น้ำมันซิลิโคนหรือแก๊สเข้าไปแทนที่เพื่อดันจอตาให้กลับไปติดที่เดิม

ข้อแนะนำสำคัญ เพื่อสุขภาพตาที่ดีเสมอ ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุก 1-2 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีสายตาสั้นมาก, และหากท่านมีอาการ "เห็นแสงแฟลชวาบ, จุดดำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว, หรือตามัวเหมือนมีม่านบัง" ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณเตือนของจอประสาทตาหลุดลอกซึ่งต้องรักษาเร่งด่วนค่ะ