ISOPTIK The Hi-End Eyeglasses Centre 2

ดาวน์โหลดวิดีโอ ความละเอียด :
480p
360p

รายการ Guide Life : ISOPTIK The Hi-End Eyeglasses Centre

พิธีกร : ท่านผู้ชมครับ และในสัปดาห์นี้ เรายังอยู่กับคุณ สมบูรณ์ นำทิพย์จันทาเจริญ แห่งศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก หรือคุณโบบิ คราวที่แล้วคุณโบบิได้เล่าให้เราฟังว่า ท่านได้ความรู้อะไรมาบ้าง ที่สามารถประกอบแว่นตา ที่เรียกว่าโปรเกรสซีพ ได้แตกต่างจากบุคคลอื่นอย่างมาก และเราจบที่ตรงนั้นอยู่ ในสัปดาห์นี้ เราจะมาคุยกันต่อ ว่าด้วยความรู้เหล่านั้น ที่เรียกว่าเป็นความรู้พิเศษเลยนะครับ ทำให้คุณโบบิสามารถ สร้างศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก ให้แตกต่างจากชาวโลกเค้าได้ยังไง และฝันจริงๆของคุณโบบิคืออะไร พบกับคุณโบบิตรงนี้เลยครับ คุณโบบิครับ ก็ต่อจากครั้งที่แล้วนะครับ พอคุณโบบิได้ความรู้ทางด้านการสร้างแว่นเลนส์โปรเกรสซีพขึ้นมา จึงสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า 1 พันคน สำเร็จทั้ง 1 พันคน ตอนนั้นมี ความคิดที่จะสร้างศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติกเลยหรือเปล่าครับ

ปรมาจารย์โบบิ : ใช่ครับ ตอนนั้นผมอยากจะสร้างศูนย์ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นโปรเกรสซีพที่ดีที่สุดในโลก ในระหว่างนั้นผมก็เจอปัญหา คือ บริษัทผู้ออกแบบ ผลิตเลนส์ส่วนใหญ่ เอเย่นที่จัดจำหน่าย บริษัทขายส่งส่วนใหญ่ไม่พูดความจริง คือเค้าไม่ยอมบอกว่าเลนส์โปรเกรสซีพของแต่ละบริษัท โดยเฉพาะของเค้าเอง เค้าไม่ยอมบอกว่ามีจุดอ่อนตรงไหน เค้าจะบอกว่าของเค้าดีที่สุดในโลก ของเค้าดีอย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ เลนส์ของบริษัทอื่น ไม่ดีอย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งในยุคแรกผมประหลาดใจ เพราะผมเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จึงต้องพิสูจน์ ผมเจอกับความขัดแย้งระหว่างเลนส์ที่บริษัทบอกว่าดี และผมเทสกับผู้ใช้ เนื่องจากที่ผมทำงานด้วยใจ ดังนั้นผมจะตามผลตลอด ว่าเป็นยังไงบ้าง แว่นใส่สบายไหม เค้าก็จะบอกเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ใส่ไม่สบาย คือผมจะตามผู้ใช้ตลอด และผมเชื่อคนใส่ จะไม่เชื่อที่บริษัทขายเลนส์พูด ผมจะเชื่อลูกค้าผม เพราะผมเชื่อว่าเค้าไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องมาโกหกผม ดังนั้นผมเจอปัญหาที่บริษัทขายส่งที่บอกว่าดี ผมทำไป 20 คู่ มีปัญหาเหมือนกันทุกคู่ เค้าบอกเลยใส่ไม่สบาย หลังจากนั้นผมก้ไม่เชื่ออีกแล้ว ผมอาศัยข้อได้เปรียบตรงนี้ เนื่องจากผมทดลอง เลนส์ประมาณ 100 กว่ารุ่น คนใช้หลายพันคน ในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ผมศึกษาตรงนี้วันละ 18 ชั่วโมงทุกวัน ผมจึงเป็นคนที่รู้ความลับเกี่ยวกับเลนส์โปรเกรสซีพมากที่สุดในโลก ก็เนื่องจากตรงนี้ จนสุดท้ายผมก็สร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมาเลยว่า เราจะต้องสร้างชุดระบบจำลองการมองเห็นด้วยเลนส์โปรเกรสซีพ เป็นซิมูเลเตอร์ขึ้นมา ผมใช้เวลาคิดค้นอยู่ประมาณ 6 ปี ผมสร้างระบบที่สามารถลองได้เลย มีเลนส์โปรเกรสซีพ 20 กว่ารุ่น 20 กว่าดีไซน์ เมื่อผู้ใช้มาถึง หลังจากวัดสายตาเสร็จคุณลองเลยว่า ไลฟ์สไตล์คุณ เป็นแบบนี้ คุณชอบตัวนี้ไหม สุดท้ายคุณชอบตัวไหน แล้ว Final ออกมา นี้แหละคือวิธีที่ดีที่สุดในโลก ผมสร้างทฤษฎีใหม่ว่า เลนส์โปรเกรสซีพ ถ้าคุณไม่ได้เห็นไม่ได้ลองอย่าซื้อ เพราะไม่มีหลักประกัน อะไรว่าคุณซื้อไปแล้วคุณจะใช้ได้ ของผมนี้คือ คุณลอง คุณเห็น คุณชอบ คุณจ่าย สามารถเทียบได้เลยว่า อันนี้ 5 หมื่น อันนี้ 5 พัน อีกอัน 2หมื่นห้า คุณชอบตัวไหน

พิธีกร : ซึ่งลูกค้าก็จะสบายใจด้วย เหมือนกับว่าได้ลองทุกอย่าง แล้วรู้ว่าอันนี้เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับเค้า ใช่ไหมครับ

ปรมาจารย์โบบิ : และที่สำคัญก็คือ ถ้าเกิดใส่ไปแล้วไม่ชอบ ผมจะเปลี่ยนให้จนกว่าคุณจะชอบ จนกว่าคุณจะพอใจ ผมจะ Final ตรงที่ความแฮปปี้ของลูกค้า ถ้าหากว่าทำให้ลูกค้าแฮปปี้ไม่ได้ ก็เก็บตังเค้าไม่ได้ ต้องคืนเงินเค้าไป เพราะเราหมดปัญญา ที่จะทำให้ลูกค้ามีความสุขได้ คือถ้าผมไม่มีปัญญาทำให้ลูกค้าผม มีความสุขกับการใส่แว่นที่ผมทำให้ได้ ก็ต้องคืนเงินเขาไป จบไปแค่นั้น

พิธีกร : นี่คือปรัชญาของไอซอพติก และปรัชญาของคุณโบบิด้วย

ปรมาจารย์โบบิ : คือผมไม่สามารถรับเงินจากใครได้ ถ้าหากว่าผมไม่ได้ทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้น ผมรับเงินก็ต่อ เมื่อผมทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้น แค่นั้นเอง

พิธีกร : ที่ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไอซอพติกช่วยให้ชีวิตของคนดีขึ้นประมาณกี่คนได้คับ

ปรมาจารย์โบบิ : ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติกเองตอนนี้ตีตัวเลขคร่าวๆก็ประมาณ 1 หมื่นคน นั้นคือช่วงที่ผมทำ ไอซอพติก แต่ถ้าช่วงที่ผมทำให้ธุรกิจที่บ้านผมกับครอบครัว ก็หลายเหมื่นครับ

พิธีกร : ไอซอพติก ตั้งมากี่ปีแล้วครับ

ปรมาจารย์โบบิ : ก็ประมาณ 1 ปีครับ

พิธีกร : ก็คือความรู้ทั้งหมดเลยที่ได้ทำมา ก็เอามาตั้งที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Simulator วิธีการที่จะที่จะเลือก เลนส์ต่างๆ วิธีการวัด 3 มิติ ต่างๆ ที่คุณโบบิบอกว่าพัฒนามากับมือ ก็ได้รวบรวมมาเป็นกระบวนการของไอซอพติกตอนนี้ใช่ไหมครับ

ปรมาจารย์โบบิ : ใช่ครับ จริงๆผมไม่ได้หวงนะครับ ต้องอธิบายก่อนว่า เงินที่ผมเอามาตั้งไอซอพติกนี้ เป็นโครงการที่ลงทุนประมาณ 50 ล้าน และเงินทุนส่วนใหญ่ในระยะแรกเริ่ม เป็นเงินทุนที่ผม ได้มากจากน้ำพักน้ำแรงของผมเอง ได้มาจากการสอน ผมออกมาจากที่บ้านผม ผมไม่ได้เอาอะไรมาเลย มีแต่ความรู้ติดตัวเท่านั้นเอง ผมสอนเรื่องการตรวจสายตาประกอบแว่นโปรเกรสซีพขั้น สูง ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ผมสอนมาประมาณ 2 ปี ค่าสอนผมคิดวันละประมาณ 8 หมื่นบาท 1 ปี ผมจะสอนประมาณ 200 วัน เงินที่ได้จากการสอนผมก็เอามาทำศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก

พิธีกร : ตอนนั้นคิดยังไง คุณโบบิบอกว่า ไม่กลัวความรู้ที่จะแพร่ออกไป ไม่กลัวคู่แข่ง

ปรมาจารย์โบบิ : ไม่กลัวคับ คือ คนที่มีปัญหาสายตายาวระยะใกล้ ที่ต้องใช้แว่นโปรเกรสซีพในโลกนี้ มีอยู่ 3 พันล้านคน ผมทำให้ตายเลยนะ ให้ 100 ปีค่อยเกษียรก็ได้ ผมทำได้ไม่ถึง 1 ล้านคน ผมถามหน่อยว่าอีก 2,999 ล้านคน ใครจะช่วยเขา ผมเคยแซวเล่นๆ กับลูกศิษย์ผม ลูกศิษย์มาถามผมว่า อาจารย์มาสอนผมแบบนี้แล้วอาจารย์ไม่กลัวผมมาเปิดเป็นคู่แข่งอาจารย์เหรอ ผมก็บอกว่าไม่กลัว เพราะว่าผมต้องการแค่ คนรวยที่สุดในโลกล้านคน นั่นแหละลูกค้าผม ที่เหลือพวกคุณไปแบ่งกันเอาเอง

พิธีกร : คือเรามั่นใจเลยว่า คุณโบบิ สามารถจะเก็บคนรวยได้แน่นอน เพราะความสามารถมีอยู่ตรง

ปรมาจารย์โบบิ : จริงๆ อย่าเรียกว่ารวยที่สุดอย่างเดียวเลยครับ คนที่ต้องการแว่นที่ดีที่สุดในโลก คุณมาหาผม ส่วนคนมีเงิน ไม่มีเงินมาว่ากันอีกที สมมติว่าคุณไม่มีเงินมาจ่ายผม อย่างอาจารย์หมอพรทิพย์ ผมไม่สนว่าเค้ามีเงินอยู่เท่าไหร่ ถ้าเค้าเดินมาหาผม ผมจะทำให้ฟรีเลย เพราะท่านเป็นคนอุทิศตนเพื่อสังคม นั้น อย่างครูยุ้ย ครูประทีป อึ้งทรงธรรม มาได้เลย ผมทำให้ฟรี คือถ้าไม่ร่ำรวย แต่คุณรวยความดี ผมทำให้ฟรี ที่ทำให้ฟรี เราทำอันเป็นแสนให้นะ ไม่ใช่อันถูกๆให้นะ ทำไปไม่อายเศรษฐีคนไหนในโลกก็แล้วกันครับ อย่างนี้ดีไหม

พิธีกร : ทีนี้กลับมาทางไอซอพติกนะครับ จริงๆแล้วคุณโบบิมองว่า ฝันของคุณโบบิ คืออะไรกันแน่ ไอซอพติกต้องไปถึงจุดไหน หรือตัวของคุณโบบิเอง ฝันว่าจะทำอะไร จะเป็นอะไร เกษียรไปอยากได้แบบไหน

ปรมาจารย์โบบิ : คือ ความฝันเฉพาะส่วนไอซอพติก ผมอยากให้ไอซอพติกเป็นสถาบัน เป็นศุนย์ตรวจวัด สายตาประกอบแว่นระดับไฮเอนด์ ที่ดีที่สุดในโลก เป็นศูนย์ดูแลสุขภาพสายตาคน ตั้งแต่ลืมตาดูโลกครั้งแรก ที่เห็นแสงสว่างครั้งแรก เปิดเปลือกตาครั้งแรก และเราจะดูแลเค้าจนปิดเปลือกตาครั้งสุดท้าย

พิธีกร : แล้วอย่างนี้เค้าจะมาตัดแว่นกับเรายังไง ในเมื่อเราดูแลสายตาเค้าตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

ปรมาจารย์โบบิ : ไม่จำเป็นนะครับ คือเด็ก ถ้าเราดูแลพัฒนาการมองเห็นเค้า ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ขวบครึ่ง ถ้าคุณดูแลเค้าได้ดี ผมคิดว่าเด็กใส่แว่น จะลดได้ถึงครึ่งหนึ่ง ในมุมหนึ่งคือผมเสียรายได้ แต่ผมบอกแล้ว พ่อแม่ทุกคนรักลูก ถ้าผมช่วยลูกเค้ามีสายตาปกติ ไม่ต้องใส่แว่น ฉะนั้นคุณพ่อเค้า เจอใครที่ไหนก็รู้สึกซาบซึ้ง เค้าก็ต้องแนะนำคนใส่แว่นมาหาผม ทีนี้คนที่ไม่ใส่แว่น พออายุ 40 ปีก็มีอาการสายตายาวระยะใกล้ พอมีปัญหาสายตา ยังไงก็ต้องมาหาผมอยู่ดี

พิธีกร : คือพูดง่ายๆว่า ถ้าอายุ 40 ปีกว่า ยังไงก็ต้องมีโอกาส มีปัญหาสายตาระยะใกล้แน่นอน

ปรมาจารย์โบบิ : ใช่ครับ เพราะผมเป็นมนุษย์คนเดียวในโลก ที่สามารถทำให้คนอายุ 40 -120 ปี กลับมามองเห็นชัดทุกระยะในเสี้ยววินาที อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ได้ดีที่สุด ผมเป็น The One เค้าหนีไม่ออก คือคุณเป็นใครมากจากไหน อายุ 40 ปี คุณหนีไม่รอด คุณต้องมาหาผม เพื่อคุณจะได้ทำงาน มองเห็นได้เหมือนกับตอนคุณอายุ 30 ปี แต่ถ้าคุณไม่มา ยังอยากเป็นคนที่ฉลาดเฉพาะตอนเช้า คุณไม่ต้องมาหาผมก็ได้ แต่ถ้าคุณอยากฉลาดตลอดวัน คุณหนีผมไม่ออก

พิธีกร : ฝันที่คุณโบบิอยากได้นี้ใหญ่มากนะครับ จริงๆแล้วอะไรบ้าง ที่คุณโบบิต้องการต่อจากนี้ไป เพื่อทำให้ฝันนี้เป็นจริง

ปรมาจารย์โบบิ : ผมอยากได้ห้องวัดสายตา 100 ห้อง อยากจะเช่าตึกเอรวัณแบ้งค็อกทั้งตึก แล้วก็มี Doctor of optometry ด้านการวัดสายตา 100 ท่าน มีจักษุแพทย์เฉพาะทาง ทางด้านจอประสาทตา ด้านต้อหิน ด้าน กระจกตา ประจำที่ศูนย์เลย เราจะเป็นศูนย์วินิจฉัยโรค แต่ว่าเราจะไม่จ่ายยา เราจะไม่ผ่าตัด แต่เราจะเป็นศูนย์ประสานให้กับจักษุแพทย์ทั่วโลก ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ สามารถนัดหมดให้ได้เลย

พิธีกร : แต่เมื่อกี้ที่ผมบวกดู ต้องใช้เงินเยอะนะครับ

ปรมาจารย์โบบิ : ไม่เยอะครับ ใช้เงินประมาณพันล้าน ผมเชื่อว่า ถ้าหากโครงการเราดี โปรเจคเราดี แล้วมีความเป็นไปได้ แล้วเราพิสูจน์ว่าเราทำได้ เงินมันก็จะมาเอง อย่างตอนนี้ ถ้ามีเงินทุนเข้ามา มีคนลงทุนมา ผมก็จะทำทันที เพราะมันทำได้เลย ปัญหาคือในโลกนี้มันยังไม่มี ถามว่าทุกวันนี้มีไหม คนรวยสูญเสียการมองเห็นเพราะไปพบจักษุแพทย์ช้าเกินไป มีเยอะครับ ปัญหาของคนที่มีเงินก็คือ ไม่มีเวลา พอไม่มีเวลาคุณก็จะรอจนทุกอย่างมันสายเกินไป มีลูกหลานคนรวยเป็นจำนวนมาก ที่คุณพ่อ คุณแม่เป็นเศรษฐี แต่ลูกเป็นตาขี้เกียจ ก็คือแก้ไขสายตาช้าเกินไป ไปแก้ตอนอายุ 8 ขวบ ก็จะได้แค่ 80% ทำยังไงที่จะดูแลให้เด็กเหล่านี้ เค้าเห็นได้ 100%

พิธีกร : เพราะฉะนั้นมั่นใจว่าตลาดเหล่านี้มีแน่นอน

ปรมาจารย์โบบิ : มีครับ และเรา Give and take คือ ถ้าคนรวยทุกคนเป็นลูกค้าผม ผมดูแลให้หมด ด้านหนึ่งเราเป็นบริษัท เรามีธุรกิจ เรามีกำไร แต่อีกด้านหนึ่งเรามีงบประมาณส่วนหนึ่งเอาไว้ดูแลเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งต้องทำคู่กัน

พิธีกร : พูดง่ายๆคือเอาเงินจากคนที่รวยนิดหนึ่ง แล้วก็แบ่งสรรปันส่วน แล้วก็มาช่วยให้คนที่มีรายได้น้อย สามารถได้ตรงนี้ไปด้วย

ปรมาจารย์โบบิ : แล้วถ้าทำ ต้องทำให้ดีนะครับ ปัญหาคือ ถ้าคุณจะให้อะไรใครสักคน ถ้าเป็นผมๆทำให้ดีไปเลย เป็นไม่เห็นด้วยที่ว่า คุณบริจาคแว่น เป็นเบอร์สายตาอะไรก็ไม่รู้ เป็นกองๆ แล้วคุณก็ไปที่สลัม แล้วให้ชาวบ้านมาหยิบเอาไปลอง ว่าใส่ได้หรือไม่ได้ แบบนี้อันตรายนะครับ ผมว่าหนักกว่าเดิม อันนี้ไม่เห็นด้วย ถ้าคุณจะทำก็ทำให้ดีไปเลย วัดสายตาแล้วประกอบให้ดีไปเลยครับ

พิธีกร : อยากให้ฝากอีกสักเล็กน้อยกับท่านผู้ชมเนื่องจากเวลาเราใกล้หมดแล้ว อาจจะเป็นเรื่องปรัชญา ดีๆ ที่ใช้ในการทำธุรกิจ ที่คุณโบบิใช้มาตลอด ประสบความสำเร็จ

ปรมาจารย์โบบิ : ถ้าเชื่อ ก็ทำได้ทุกสิ่ง คุณต้องเชื่อในอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเชื่อ คุณมีเป้าหมายที่แน่นอนในชีวิตของคุณ แล้วคุณทุ่มเทชีวิตคุณลงไปในนั้น ถ้าสิ่งที่คุณเชื่อ มันเป็นส่งที่สร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ดี มันทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น มันทำให้โลกนี้ดีกว่าตอนที่คุณมา คุณก็ทำแค่นั้นเอง แล้วผมเชื่อว่าคุณทำได้ทุกอย่าง

พิธิกร : ท่านผู้ชมครับ เราก็ใช้เวลาอยู่กับท่านโบบิมา 2 สัปดาห์เต็ม ท่านผู้ชมคงได้เรียนรู้ปรัชญาดีๆ จริงๆคุณโบบิเอง ก็เหมือนกันนักธุรกิจที่เป็นระดับโลกหลายท่าน ที่ 1. คือ เค้ามีความเชื่ออย่างแรงว่า สิ่งที่เค้าทำ คือสิ่งที่ให้คุณค่าแก่คนอื่น ท่านผู้ชมต้องจำตรงนี้เลยนะ มันต้องให้คุณค่าออกไปแก่คนอื่น 2. คือ คุณโบบิ มีการที่จะตัดแบ่งคุณค่านั้นให้กับคนแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งตรงนี้เป็นตัวที่ทำให้ธุรกิจของเค้า สามารถที่จะเดินต่อได้ โดยที่ไม่มีใครมาฉุดขาหลัง ไม่มีใครมาคัดค้าน และแน่นอนครับ เรื่องของปรัชญาที่สำคัญคือเรื่องของการทำงานหนัก การลงรายละเอียดทุกส่วน การที่จะได้ความรู้ทุกอย่างที่ได้มา ซึ่งหลายๆอย่างนี้ ความรู้ที่เราจะใช้ทำ อาจไม่ได้อยู่ในโลกนี้เลย แต่เราต้อง เสาะหามา เราต้องทำพัฒนาการของมันด้วยตัวเองเลย และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ และสำหรับ ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติกนี้นะครับ เราจะดูกันต่อไปครับ เพราะวันนี้เค้าเพิ่งได้เริ่มมาแค่ปีเดียว ความสำเร็จของเค้าในวันนี้เรียกว่าน่าประทับใจอย่างยิ่ง แต่เค้าจะประสบความสำเร็จ เค้าจะได้ตามฝันของ เค้าหรือเปล่า ที่จะมีศูนย์การแว่นขนาดใหญ่ ที่จะช่วยเหลือคนจำนวนมาก เรื่องราวมันยังอีกยาวครับ วันหนึ่งเราอาจจะมีเวลาสัมภาษณ์กับเค้าอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่เค้าประสบความสำเร็จตรงนั้นแล้ว สำหรับ วันนี้ต้องขอลาคุณสมบูรณ์ เชาวนโกศล แห่งศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติกไว้ตรงนี้เลยครับ ขอบพระคุณ คุณสมบูรณ์ครับ

คำยืนยันจากผู้ใช้

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ผู้สร้างภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ และ ละครพรหมลิขิต ★ ★ ★ ★ ★

แว่นที่ดี สำคัญมากกับการดำเนินชีวิต ดีใจที่เจอแว่นที่ถูกใจ ก็เหมือนกับบุพเพสันนิวาส ทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขค่ะ

อ่านต่อ
นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

หัวหน้าหน่วยจุลศัลยกรรมโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ★ ★ ★ ★ ★

ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะไอซอพติกแล้ว ทำให้เหนื่อยน้อยลง มีพลังในการทำงานมากขึ้น และมีความสุขเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิต ครับ

อ่านต่อ

รวมคำยืนยันจากผู้ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคล อย่างยิ่งยวด สะท้านโลกา

เลนส์แว่นตาไอซอพติก มีจำหน่ายที่
ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก เท่านั้น
โปรดระวังการแอบอ้าง

go to top
คุณภาพการมองเห็นมีผลกับ คุณภาพชีวิตอย่างไร ?