นิตยสารชีวจิต ฉบับ : 586 ตุลาคม 2566

ผสานศาสตร์และศิลป์คืนการมองเห็นอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด
bobi
ปรมาจารย์โบบิ

หากมองว่า แว่นสายตาเป็นแค่เพียงอุปกรณ์ที่ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น มีบุคลิกภาพที่ดูดี ส่งเสริมภาพลักษณ์ในการทำงาน บอกเลยว่า ใช่ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งและมีคุณค่ายิ่งกว่านั้นซ่อนอยู่ เพราะการสวมแว่นที่ทำให้การมองเห็นกลับมาชัดทุกระยะในเสี้ยววินาทีอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลดีต่อการทำงานของสมองซึ่งเป็นศูนย์สั่งการของร่างกายทั้งมวล เมื่อสมองดี ร่างกายดี จิตใจดี งานก็ออกมาดี ที่สำคัญคือ เราจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีตามมาด้วย นั่นคือแรงบันดาลใจของ คุณสมบูรณ์ นำทิพย์จันทาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลไอซอพติก ( ISOPTIK ) ผู้ที่บริษัทผู้ผลิตเลนส์ระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์โปรเกรสซีฟเรียกขานว่า “ ปรมาจารย์โบบิ ”

ปรมาจารย์โบบิ เป็นผู้ผลักด้านนวัตกรรมการผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟระดับโลก ท่านได้รับการยอมรับจากบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟชั้นนำจากประเทศเยอรมัน ปรมาจารย์โบบิเดินทางทั่วโลกเพื่ออบรมระบบการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นโปรเกรสซีฟ 3 มิติ เฉพาะบุคคลขั้นสูง ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตานับไม่ถ้วน

ฉบับนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ ชีวจิต ได้รับเกียรติจากปรมาจารย์โบบิ มาเล่าถึง แรงบันดาลใจในการทำเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด ตลอดจนประวัติศาสตร์น่ารู้ของเลนส์โปรเกรสซีฟ และเทคนิคในการเลือกใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ ให้เหมาะสมกับทุกคนผ่านอาณาจักรของศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลไอซอพติก

bobi

คุณพ่อคือแรงบันดาลใจ

ปรมาจารย์โบบิ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำแว่นสายตาเพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นว่า “ ผมเกิดในครอบครัวทำแว่นตาระดับไฮเอนด์ มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ คุณพ่อสว่าง เป็นคนแรกในประเทศไทย ที่บุกเบิกการทำแว่น 3 มิติ เฉพาะบุคคล ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีก่อน สมัยนั้นร้านแว่นทั่วไปรู้จักแค่สายตาสั้น สายตายาว และสายตายาวระยะใกล้ แต่คุณพ่อมีองค์ความรู้ในการวัดสายตาเอียง และตาเขซ่อนเร้นได้แล้ว ยุคนั้นยังไม่มีนักทัศนมาตร หาคนที่จะวัดสายตาเอียงและตาเขซ่อนเร้นได้น้อยมาก คุณพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ เกิดในประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดตรัง เดิมเป็นช่างทำฟันทอง ต่อมาเปลี่ยนอาชีพ เพราะเห็นว่าจังหวัดตรังยังไม่มีร้านแว่นตา คนในจังหวัดตรังใช้แต่แว่นสำเร็จรูป ที่ไม่ได้มีการวัดสายตาอย่างถูกต้อง คุณพ่อจึงตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องโฟร็อปเตอร์ ( Phoropter) เครื่องวัดสายตาสมัยใหม่ คุณพ่อเป็นคนแรกๆ ในประเทศไทยที่ซื้อเครื่องนี้ และมาเรียนการใช้เครื่องมือและความรู้เกี่ยวกับการตัดแว่นที่กรุงเทพฯ 1 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดร้านที่จังหวัดตรัง คุณพ่อพิถีพิถันในการตัดแว่นสายตาเป็นอย่างมาก วัดอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ไม่ได้วัดเฉพาะสายตาสั้นหรือยาวเท่าไหร่ แต่วัดค่าสายตาเอียงระยะไกล ค่าสายเอียงระยะใกล้ ตาเขซ่อนเร้นระยะไกล ตาเขซ่อนเร้นระยะใกล้ ระยะห่างระหว่างกระจกตากับเลนส์แว่นตา ตำแหน่งของกรอบแว่นบนใบหน้า มุมก้ม มุมเงย ความโค้งของหน้าแว่น ขาแว่น ปรับแต่งกรอบแว่นให้พอดีกับสันจมูก รูปหน้า ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อคุณภาพการมองเห็น คุณพ่อใช้เลนส์แว่นตาที่คุณภาพดีที่สุดที่จะหาได้ในเวลานั้น คนที่มาตัดแว่นกับคุณพ่อจะใส่สบายตา เพราะเป็นแว่นที่ตัดแบบ 3 มิติเฉพาะบุคคลที่แก้ไขสายตาเอียง และตาเขซ่อนเร้น เมื่อแว่นไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การมองเห็นจะยิ่งเพี้ยนจนใส่แล้วปวดหัว กรอบแว่นตาที่คุณพ่อขายในยุคนั้น เป็นกรอบแว่นทองคำ 18 กะรัต จากเยอรมัน ราคาอันละ 3,000 บาท ตอนนั้นทองคำบาทละ 300 บาท ลูกค้าชอบมากเพราะใส่หลายสิบปีโดยไม่ลอก ปัจจุบันร้านคุณพ่อก็ยังเปิดอยู่ชื่อ ร้านสว่างการแว่น

bobi

ช่วยชีวิตคน ถ้าเชื่อก็ทำได้

ผู้ที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หากไม่มีความรักและความมุ่งมั่นตั้งใจ อาจไม่สามารถสืบทอดต่อยอดธุรกิจของครอบครัวให้ประสบความสำเร็จได้ “ ตั้งแต่จำความได้ผมทำงานในร้านสว่างการแว่น ทำทุกอย่าง ตั้งแต่กวาดขยะ เช็ดกระจก เช็ดแว่น เสิร์ฟน้ำให้ลูกค้า คอยบริการลูกค้า ดูคิว สิ่งที่ผมเห็นคือ ลูกค้าเคารพคุณพ่อมาก ทุกคนขอบคุณที่คุณพ่อทำแว่นดี ๆ ให้ใส่ มีเคสนึงผมประทับใจมาก เป็นลูกค้าผู้หญิงมาหาคุณพ่อด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ยุคนั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นอาการทางจิต สุดท้ายต้อง กินยากดประสาท แต่อาการก็ยิ่งทรุดหนักขึ้น ต่อมาเขาได้ยินโฆษณาทางวิทยุว่าถ้าใส่แว่นของสว่างการแว่นจะหายปวดหัว “ ก่อนทำแว่นคุณพ่อซักถามอาการคนซื้อก่อน อาการของเขาคือ ปวดหัว ปวดกระบอกตา หน้าผาก กลางกระหม่อม ลงไปที่ท้ายทอยขวาและซ้าย ปวดบ่า ไหล่ คลื่นไส้ อาเจียน คุณพ่อสันนิษฐานว่าเป็นอาการสายตาเอียง และตาเขซ่อนเร้น พอคุณพ่อตรวจอย่างละเอียด พบว่ามีทั้งสายตาสั้น สายตาเอียงระยะไกล สายตาเอียงระยะใกล้ ตาเขซ่อนเร้นระยะไกล ตาเขซ่อนเร้นระยะใกล้ สายตายาวระยะใกล้ หลังจากคุณพ่อทำแว่นให้ใส่ ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง จึงทำให้ผมเข้าว่า การทำแว่นช่วยชีวิตคนได้ "

“ ตอนผมอายุ 7 ขวบ วันนั้นผมเป็นลูกมือคุณพ่อ ซึ่งท่านดูแลลูกค้าที่เป็นผู้ว่าราชการซึ่งย้ายจากจังหวัดตรังไปเชียงใหม่ สมัยก่อนการเดินทางจากเชียงใหม่มาตรังไม่ง่ายขนาดนี้ ท่านผู้ว่าฯ บอกคุณพ่อว่า ' แว่นที่นายห้างทำให้ใส่สบายมาก เรื่องเดินทางไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้านายห้างสว่างตายไป ใครจะทำแว่นดีๆ แบบนี้ให้ผมใส่ ' คุณพ่อก็ชี้มาที่ผมแล้วบอกว่า ถ้าผมตายลูกชายผมคนนี้จะทำแว่นที่ดีที่สุดให้ท่านใส่ ไม่ต้องห่วง ได้ยินแบบนั้นผมขนลุกทันที "

“ คืนนั้นผมฝันเห็นคนระดับผู้นำ เป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี เศรษฐี ชนชั้นนำจากทั่วโลก บินมาทำแว่นกับผม เพราะผมเป็นคนทำแว่นที่ดีที่สุดในโลก ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ผมไปเล่าความฝันให้คุณพ่อคุณแม่และพี่น้องฟัง คุณแม่ก็หัวเราะว่าผมเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน พี่ชายคนโตก็ว่าผมบ้าไปแล้ว แต่พ่อพูดสั้นๆว่า ' ถ้าเชื่อก็ทำได้ทุกสิ่ง ' ผมจึงตั้งใจตั้งแต่ 7 ขวบว่า จะเป็นคนทำแว่นที่ดีที่สุดในโลกให้ได้ "

“ ตั้งแต่นั้นมาทุกลมหายใจเข้าออก ก็มีแต่เรื่องที่จะทำแว่นที่ดีที่สุดในโลก เวลาคุณพ่อทำแว่น ผมอยู่ด้วยตลอด คอยสังเกตว่า คุณพ่อวัดสายตาอย่างไร ตัดแว่นอย่างไร ฟิตติ้งแว่นอย่างไร ดัดแว่นอย่างไร ส่งแว่นให้ลูกค้าอย่างไร ดูแลลูกค้าอย่างไร ผมเก็บรายละเอียดหมด แล้วก็ฝึกทำแว่นโดยศึกษาจากคุณพ่อ เวลาที่เซลล์แมนบริษัทเลนส์แว่นตามาที่ร้าน ผมชอบไปคุยกับเขา ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่เสมอ ”

bobi

เปิดประวัติศาสตร์เลนส์โปรเกรสซีฟ

“ แว่นสายตามีมานานกว่า 700 ปีแล้ว โดยเริ่มจาก เลนส์ชั้นเดียว หมายถึงใช้เฉพาะการมองได้ระยะเดียว ยกตัวอย่างเช่น คนอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องใช้แว่นอย่างน้อย 3 อัน คือ เวลาเดินใส่แว่นมองไกล 1 อัน เวลาอ่านหนังสือใส่แว่นมองใกล้ 1 อัน เวลาทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ใส่แว่นมองระยะกลาง หรือระยะประมาณ 80 เซนติเมตร อีก 1 อัน "

“ เมื่อ 200 กว่าปีก่อน เบนจามิน แฟรงคลิน ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ก็มีปัญหาแบบเดียวกันนี้ เขามีสายตายาวระยะไกลมาตั้งแต่เด็ก พอเขาอายุ 40 กว่า ก็เริ่มมีสายตายาวระยะใกล้ด้วย ต้องใส่แว่นสายตายาว 2 อัน สำหรับมองไกลอันหนึ่ง และอีกอันสำหรับมองใกล้ เนื่องจากเขาเป็นนักประดิษฐ์ พออายุ 50 เวลาประดิษฐ์อะไร ระยะการมองของเขาอยู่ที่ 80 เซนติเมตร จึงต้องมีแว่นระยะกลางอีกอันหนึ่ง เป็น 3 อัน วิธีใช้คือวางไว้บนหัวหนึ่งอัน ห้อยคอหนึ่งอัน และใส่ไว้ที่ตา 1 อัน เขาจึงคิดประดิษฐ์แว่นตา 2 ชั้นในกรอบเดียวกัน ชิ้นบนเอาไว้มองไกล ชิ้นล่างเอาไว้มองใกล้ แล้วก็ติดกาวเข้าเป็นเลนส์เดียวกัน ทำให้แว่นของเขาลดจาก 3 อัน เหลือ 2 อัน เป็นแว่น 2 ชั้น ใช้มองระยะไกล กับระยะใกล้อันหนึ่ง และแว่นชั้นเดียวสำหรับมองระยะกลางอีกอันหนึ่ง ปัญหาของแว่น 2 ชั้นคือ ใส่เดินยาก กะระยะลำบาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย

“ เมื่อ 116 ปีก่อน ผู้ที่คิดค้น เลนส์โปรเกรสซีฟ เป็นคนแรกชื่อ โอเว่น เอเวส ( Owen Aves) เป็นนักทัศนมาตรชาวอังกฤษ จากการที่เลนส์ 2 ชั้น มองเห็นชัดแค่ 2 ระยะ ภาพที่เห็นจะกระโดดไป กระโดดมา เวลาเดินค่อนข้างยาก เขาต้องการเลนส์ที่ดูได้ชัดทุกระยะ จึงคิดประดิษฐ์เลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งคือเลนส์ที่มองได้ทุกระยะ โดยเป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนกำลังเลนส์จากด้านบนลงมาถึงด้านล่างถึง 100 ระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะภาพบิดเบี้ยวด้านข้างสูงมาก ใส่แล้วปวดหัวอย่างรุนแรง

“ จึงมีการพัฒนาเลนส์โปรเกรสซีฟต่อมา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มมีเลนส์โปรเกรสแบบโครงสร้างเดี่ยว ที่ใช้งานได้จริง แต่ยังคงมีจุดอ่อนคือ ภาพบิดเบี้ยวด้านข้างยังสูง หากต้องการมองด้านข้าง ต้องค่อย ๆ หันไปทั้งหน้า ถ้าหันอย่างรวดเร็วจะทำให้เวียนศีรษะได้ หรือเวลาจะดูเอกสาร โฟกัสภาพได้ช้ามาก มองจอคอมพิวเตอร์ หรือกินข้าว ต้องขยับศีรษะขึ้นลง ขวาซ้าย เพื่อหาจุดชัดก่อน อัตราการประสบความสำเร็จในการใช้งานจริงของเลนส์โปรเกรสซีฟในยุคนั้นเพียง 2 % จาก 100 คู่ ใส่ได้จริงแค่ 2 คู่

“ อีก 43 ปีต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1993 เกิดจุดเปลี่ยนก้าวกระโดดของเลนส์โปรเกรสซีฟกึ่งสำเร็จรูป 12 โครงสร้างแปรผัน ตามค่าสายตายาวระยะใกล้ ทำให้ภาพบิดเบี้ยวด้านข้างลดลง โฟกัสภาพได้เร็วขึ้น จำหน่ายในราคาคู่ละ 5,000 บาท ซึ่งเป็นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ราคาแพงที่สุดในยุคนั้น ผมได้ทดสอบเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้กับลูกค้าแล้วพบว่า คุณภาพดีกว่าเลนส์โปรเกรสซีฟทุกรุ่นในยุคนั้น ผมจึงสร้างชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้ บนกรอบแว่นจำลองที่สามารถปรับจุดศูนย์กลางของตำแหน่งเลนส์โปรเกรสซีฟแบบ 3 มิติ เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละคนทดลองใส่ทดลองใช้งานจริงตามพฤติกรรมการใช้สายตาจริงก่อนซื้อ ”

bobi

ชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟ 3 มิติ

ที่ออกแบบมาชุดแรกของโลก จากการที่ปรมาจารย์โบบิคลุกคลีกับธุรกิจแว่นสายตามาตั้งแต่เด็ก จึงเข้าใจความต้องการใช้สายตาของลูกค้าของลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นที่มาของชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟ 3 มิติ ที่ปรมาจารย์โบบิคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของผู้ที่มาตัดแว่นโปรเกรสซีฟ “ เมื่อ 30 ปีก่อน ผมเป็นคนแรกที่ทำชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟ 3 มิตินี้ แนวคิดคือการที่เราจะสื่อสารกับลูกค้าให้เข้าใจเรื่องเลนส์โปรเกรสซีฟแต่ละระดับราคา ด้วยการอธิบายปากเปล่าว่าเป็นอย่างไร ใช้งานดีอย่างไร ลูกค้าไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจ เวลานั้นเลนส์โปรเกรสซีฟมีราคาตั้งแต่คู่ละ 1 พันบาท ไปจนถึงคู่ละ 5,000 บาท ผมก็ทำชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟในทุกระดับราคา ให้ลูกค้าได้ลองใช้งานจริงด้วยตัวเอง ทำให้สามารถขายเลนส์โปรเกรสซีฟคุณภาพสูงสุดในยุคนั้น คู่ละ 5,000 บาท ได้เยอะมาก เพราะเมื่อลูกค้าได้ลองเอง เขาเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า เลนส์โปรเกรสซีฟราคาคู่ละ 1 พันบาท ใส่แล้วเมา เดินยาก ถ้าเลนส์โปรเกรสซีฟราคาคู่ละ 2 พันบาท เดินได้ง่ายขึ้นแต่ก็ยังเวียนหัวอยู่ เลนส์โปรเกรสซีฟราคาคู่ละ 3 พันบาท ใส่สบายขึ้นแต่ก็ยังไม่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าใส่เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นท็อปคู่ละ 5,000 บาท ภาพเป็นธรรมชาติ ใส่สบายกว่าเยอะ ลูกค้าก็ตัดสินใจได้ทันที

“ นอกจากนั้นผมยังใช้ชุดทดลองเลนส์โปรเกรสซีฟนี้ เพื่อปรับโครงสร้างของแว่นโปรเกรสซีฟให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน ว่าต้องตั้งจุดเซ็นเตอร์เลนส์สูงต่ำเท่าไหร่ การฟิตติ้งแว่นต้องฟิตกลางรูม่านตา หรือฟิตให้สูง หรือต่ำกว่าจุดศูนย์กลางรูม่านตา ตามพฤติกรรมการใช้สายตาจริงอย่างเฉพาะเจาะจง

“ ชุดทดลองของผม สามารถใส่เลนส์ได้ทั้งหมดข้างละ 4 ชิ้น ชิ้นที่ 1 เลนส์แก้ไขสายตาสั้นหรือสายตายาว ชิ้นที่ 2 คือเลนส์แก้ไขสายตาเอียง ชิ้นที่ 3 เลนส์แก้ไขตาเขซ่อนเร้น ชิ้นที่ 4 เป็นเลนส์โปรเกรสซีฟปกติ ปัจจุบันไอซอพติก มีเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะมากกว่า 100 โครงสร้างให้ลอง ที่สำคัญคือชุดกรอบแว่นจำลอง สามารถปรับเซ็นเตอร์แบบ 3 มิติ ให้เหมาะสมกับรูปหน้าของแต่ละคนได้อย่างอิสระ "

bobi

ผู้บุกเบิกตลาดเลนส์โปรเกรสซีฟระดับไฮเอนด์ในประเทศไทย

ในปี ค.ศ.2000 ปรมาจารย์โบบิ เป็นผู้ผลักดันให้เลนส์โปรเกรสซีฟระดับไฮเอนด์ 72 โครงสร้าง ตามค่าสายตามองไกล และค่าสายตายาวระยะใกล้รุ่นล่าสุด เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยได้สิทธิ์จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ราคาคู่ละ 10,000 บาท และสามารถสร้างยอดขายได้ติดอันดับต้นๆของโลก เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้ ปรับตัวง่าย ใส่สบายกว่าเดิม

bobi

นวัตกรรมเลนส์โปรเกรสซีฟระดับไฮเอนด์

ในปี ค.ศ.2002 ปรมาจารย์โบบิ ได้ผลักดันเลนส์โปรเกรสซีฟฟรีฟอร์มเฉพาะบุคคล จากเยอรมนี ให้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ที่ผลิตตามค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ตาเขซ่อนเร้นระยะไกล สายตายาวระยะใกล้ ตามตำแหน่งของจุดศูนย์กลางรูม่านตาแต่ละข้าง บนกรอบแว่นแต่ละอัน แบบ 3 มิติ ระยะห่างจากเลนส์ถึงตา บนชุดทดลองเลนส์กับบนแว่นจริงต่างกันเท่าไหร่ และตามการเหลือบตาเข้ามามองใกล้ของดวงตาแต่ละข้าง ทำให้ได้แว่นโปรเกรสซีฟที่ให้คุณภาพการมองเห็นระดับสูงสุดในยุคนั้น โดยเป็นเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นแรก ที่ให้ภาพชัดทุกระยะในเสี้ยววินาทีอย่างเป็นธรรมชาติ ราคาคู่ละ 40,000 บาท เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้ ต้องวัดตำแหน่งของกรอบแว่นบนใบหน้าแบบ 3 มิติ ด้วยเครื่องมือพิเศษที่ปรมาจารย์โบบิมีความชำนาญอยู่แล้ว จึงสามารถขายเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้ได้เยอะมากๆ แต่เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้กลับประสบความล้มเหลวในตลาดโลก เพราะเกิดจากความผิดพลาดในการวัดตำแหน่งของกรอบแว่นบนใบหน้า และระยะการเหลือบตาเข้ามามองใกล้ของดวงตาแต่ละข้าง ทำให้ประสิทธิภาพของเลนส์ลดลงถึง 10 เท่า จนต้องเชิญปรมาจารย์โบบิไปสอนวิธีวัดอย่างถูกต้อง ในหลายประเทศทั่วโลก จนเพิ่มยอดขายให้เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นนี้ถึง 100 เท่าทั่วโลก คำว่าปรมาจารย์โบบิ ก็ได้มาจากการไปสอน เพราะลูกศิษย์เรียกว่า Grandmaster Bobi

ในปี ค.ศ.2007 ปรมาจารย์โบบิ ได้ผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตจากประเทศเยอรมัน ผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นก้าวกระโดดของการพัฒนาเลนส์โปรเกรสซีฟ ในระดับสูงสุดมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการเปลี่ยนจากเดิมที่มีการกำหนดอัตราการเปลี่ยนแปลงกำลังเลนส์จาก 3 ระยะคือ สั้น กลาง ยาว ให้สามารถกำหนดความละเอียดที่ 0.1 มิลลิเมตร โดยเลนส์มีความละเอียด 210 ระดับ และผลิตค่าสายตาที่ละเอียดกว่าเดิมถึง 25 เท่า จากขั้นละ 0.25 ไดอ็อปเตอร์ เป็น 0.01 ไดอ็อปเตอร์ ทำให้โครงสร้างเลนส์มีความละเอียดมากขึ้น ทำให้ได้แว่นโปรเกรสซีฟที่ใส่สบายเหมือนแว่นตาเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกาย

ในปี ค.ศ.2010 ปรมาจารย์โบบิ ก็ผลักดันให้ ผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นใหม่ขึ้นอีก ที่สามารถกำหนดความกว้างของโซนไกล โซนกลาง โซนใกล้ ได้อย่างอิสระ นับเป็นก้าวกระโดดของวงการเลนส์โปรเกรสซีฟระดับโลกอีกครั้ง เพราะสามารถกำหนดได้ว่าจะเน้นการมองไกลกี่เปอร์เซ็นต์ กลางกี่เปอร์เซ็นต์ ใกล้กี่เปอร์เซ็นต์ ตามพฤติกรรมการใช้สายตาของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกัน แว่นโปรเกรสซีฟทั่วไปเวลามองคอมพิวเตอร์ ต้องแหงนหน้าขึ้นจึงจะเห็นชัด แต่ถ้าเป็นแว่นโปรเกรสซีฟรุ่นนี้ สามารถมองตรง ๆ ได้เลย

“ ลูกค้าจำนวนมาก บินมาซื้อจากต่างประเทศ เลนส์โปรเกรสซีฟของเยอรมัน มีขายทั่วโลกก็จริง แต่ร้านแต่ละร้านตัดออกมาได้ไม่เหมือนกัน เพราะขั้นตอนความละเอียดในการออกแบบไม่เหมือนกัน ผมเป็นนักออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด ออกแบบตามพฤติกรรมการใช้สายตาจริงของผู้ใช้แต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง ตามตำแหน่งของดวงตาที่แท้จริงบนกรอบแว่นแต่ละอัน "

ปัจจุบัน ปรมาจารย์โบบิ ก็ยังคงผลักดันให้บริษัทผลิตเลนส์โปรเกรสซีฟ พัฒนาเลนส์โปรเกรสซีฟต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะรุ่นล่าสุดเป็นการตัดเลนส์ตามโครงสร้างของลูกตาแต่ละข้าง ซึ่งเป็นเลนส์ที่ทำให้มุมมองกว้างขึ้น สบายขึ้น รู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น โฟกัสภาพได้เร็วขึ้น

“ การที่เราทำให้คนมองเห็นดีขึ้น เท่ากับทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เหนื่อยน้อยลง มีพลังเพิ่มขึ้น พลังสมองเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น สนุกสนานกับชีวิตมากขึ้น ที่สำคัญคือสุขภาพดีขึ้น การมองเห็นดี สุขภาพก็ดีขึ้น ถ้าการมองเห็นแย่ สุขภาพก็จะแย่ ร่างกายคนเรารับรู้ด้วยตา แต่มองเห็นด้วยสมอง ถ้าตาเห็นภาพไม่ชัด สมองก็สั่งให้ตาเราเพ่ง ยิ่งเพ่ง สมองก็ต้องใช้พลังในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกง่วงนอน เหนื่อยล้า คิดไรไม่ออก งานที่สมัยหนุ่มสาวใช้เวลาชั่วโมงเดียว พออายุ 50 ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เราจะช้าลงเรื่อย ๆ ตามการมองเห็นที่ลดลง เราทำแว่นเพื่อให้ลูกค้ากลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง คือได้กลับมามองชัดทุกระยะอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด สบายที่สุด ถ้าการมองเห็นเป็นหนุ่มสาว สมองก็จะกลับเป็นหนุ่มสาว เรี่ยวแรงก็กลับมาเป็นหนุ่มสาว ชีวิตก็ดีขึ้น "

“งานของไอซอพติก คือการทำให้ทุกคนกลับมามองเห็นภาพได้ชัดทุกระยะในเสี้ยววินาทีอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด อย่างรู้สึกสบายที่สุด เหมือนได้กลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง”

bobi

จักษุแพทย์…คนสำคัญวิเคราะห์สุขภาพดวงตา เพื่อการตัดเลนส์คุณภาพ

ISOPTIK เป็นศูนย์แว่นระดับไฮเอนด์ ที่มีจักษุแพทย์ให้บริการตรวจสุขภาพดวงตาด้วย เพราะหากดวงตามีอาการผิดปกติหรือมีโรคภัยซ่อนอยู่ จะทำให้การวัดสายตาประกอบแว่นคลาดเคลื่อนได้ จักษุแพทย์ณัฐธิดา นิ่มวรพันธุ์ ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลไอซอพติก อธิบายว่า “ สำหรับผู้มาตัดแว่นที่ร้าน หากต้องการพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาสามารถพบได้ และในกรณีที่ผู้มาตัดแว่นมีปัญหาเรื่องการวัดค่าสายตา วัดเท่าไหร่ก็ยังมองเห็นไม่ชัดสักที หรือตอนแรกวัดบอกว่าเห็นชัด แต่สักพักกลับมาวัดใหม่ปราฏว่าไม่ชัดอีกแล้ว นักทัศนมาตรก็จะส่งมาให้จักษุแพทย์ตรวจว่าเกิดจากอะไร เช่น โรคตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือไม่ ถ้าเป็นโรคเหล่านี้ ก็จะแนะนำให้ไปรักษาก่อน จึงค่อยกลับมาวัดสายตาตัดแว่นกันใหม่ “ โรคที่พบส่วนใหญ่ คือตาแห้ง และต้อกระจก โรคตาแห้ง ถ้าตาแห้งมาก จะเป็นแผลที่กระจกตา จะเหมือนเรามองผ่านกระจกฝ้าตลอดเวลา ถ้ากะพริบตา ภาพก็จะชัด สักพักก็กลับไปเบลออีกแล้ว อย่างนี้จะแนะนำให้หยอดน้ำตาเทียม 2 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับมาวัดสายตาใหม่ “ โรคต้อกระจก วัดค่าสายตาอย่างไรก็ไม่ชัด ถ้าอาการไม่มาก การใส่แว่นช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของคนไข้ด้วยว่า หากตัดแว่นแล้ว แม้ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนปกติ แต่ถ้าคนไข้พอใจแล้ว เพราะไม่อยากผ่าตัด ก็ได้เหมือนกัน แต่ไอซอพติกก็อยากให้ลูกค้าไปผ่าต้อกระจกก่อน ค่อยกลับมาตัดแว่น เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด “ยกเว้นแต่ว่าการเป็นต้อกระจก ทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เช่น บางคนเคยสั้น 100 กลายเป็นสั้น 400 กรณีลักษณะนี้จะแนะนำให้ไปผ่าตัดก่อน จึงค่อยมาตัดแว่น “ เคยมีผู้มาตัดแว่น บางท่านเห็นว่ามีจักษุแพทย์จึงขอตรวจสุขภาพตาไปด้วยเลย ปรากฏว่าพบความเสี่ยงว่าจะเป็นต้อหิน โรคนี้ถ้าไม่มาตรวจจะไม่รู้ว่าเป็น เนื่องจากไม่มีอาการ เราก็จะแนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล “ ส่วนใหญ่เวลาที่ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ มักส่งมาให้จักษุแพทย์ตรวจก่อนว่าเกิดจากสายตาหรือไม่ ถ้าค่าสายตาปกติ หรือแก้ไขด้วยการตัดแว่นแล้ว อาการเวียนศีรษะยังไม่ดีขึ้น จึงค่อยไปหาสาเหตุอื่นต่อไป

bobi

ค่าสายตาแบบใดต้องใส่แว่น

“ กรณีที่ต้องใส่แว่นอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ในกรณีที่เด็กมองไม่ชัด ซึ่งเกิดจากการมองเห็นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ถ้าไม่ใส่แว่นเพื่อแก้ไขให้มองเห็นชัดขึ้น จะเกิดตาขี้เกียจ ถ้าไม่รีบแก้ไขก่อนอายุ 9 ขวบ ก็จะเบลอแบบนั้นไปตลอดชีวิต เพราะสมองจำไปแล้วว่าแค่นี้คือภาพที่ชัดที่สุด แต่ถ้าให้เด็กใส่แว่นเพื่อให้มองเห็นชัดเจน และกระตุ้นตาข้างที่ดี ก่อน 9 ขวบ ก็สามารถกลับกลับมามองเห็นชัดเจนได้เหมือนปกติ “ปกติก่อนอายุ 20 สายตาของคนเราจะสั้นขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว หลังจากนั้นค่าสายตาจึงจะคงที่ คนสายตาสั้น การไม่ใส่แว่นไม่ทำให้สายตาสั้นมากขึ้นกว่าเดิม “ ส่วนว่าค่าสายตาแค่ไหนควรตัดแว่น ถ้ารู้สึกว่ามองไม่ชัด ไม่ว่าค่าน้อยแค่ไหนก็ควรตัดแว่น เพื่อไม่ให้เราต้องเพ่ง เพราะการเพ่งเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัว “ การใส่แว่นเพื่อให้เราสบายตาขึ้น ไม่ต้องเพ่งมาก ช่วยให้ไม่ปวดเมื่อย ตาล้า ซึ่งจะนำไปสู่อาการตาแห้ง เพราะเวลาที่เราเพ่ง เราจะกะพริบตาน้อยลง ตาก็จะแห้ง แต่ถ้าไม่ใส่แว่นเราไม่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น หรือต้องเพ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่แว่นตลอดเวลา “ ก่อนอายุ 40 ไม่ว่าจะค่าสายตามากน้อยเท่าไหร มักไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเป็นสายตาที่ติดตัวมา แต่หลังจากอายุ 40 จะเริ่มมีปัญหาเรื่องสายตายาวสูงวัย ซึ่งจะยาวเพิ่มขึ้นตามอายุ ว่าต้องใส่แว่นสำหรับมองไกล 1 อัน มองใกล้ 1 อัน การใส่แว่นโปรเกรสซีฟ ช่วยให้การดำเนินชีวิตง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องใช้แว่นหลายอัน ทั้งนี้แล้วแต่พฤติกรรมของผู้มาตัดแว่นว่าสะดวกแบบไหน ถ้าเป็นคนขับรถอย่างเดียว ไม่ได้อ่านหนังสือหรือทำงานเอกสารมากนัก ก็ตัดแว่นสำหรับมองไกลอย่างเดียวก็ได้ แต่ถ้าอยากได้แว่นที่สามารถมองใกล้ มองไกล มองระยะกลางได้ โดยไม่มีรอยต่อบนแว่น ก็แนะนำให้ใช้แว่นโปรเกรสซีฟ

bobi

แว่นโปรเกรสซีฟการดีไซน์เลนส์สำคัญมาก

“ ถ้าการดีไซน์เลนส์ไม่ดี ไม่มีความละเอียด อาจทำให้มีอาการปวดหัว เห็นภาพไม่ผิดเพี้ยน เช่นภาพสี่เหลี่ยมอาจกลายเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู หรือการเหลือบมองด้านข้าง ก็อาจทำให้ภาพบิดเบี้ยวและเหลือบมองเร็วอาจทำให้เวียนได้ ในกรณีนี้ก็ต้องมาฝึกว่า เวลาจะมองด้านข้างต้องหันไปทั้งหน้า “ นอกจากนั้นหากดีไซน์เลน์ไม่เหมาะกับพฤติกรรม เช่น ถ้าพฤติกรรมของผู้มาตัดแว่นส่วนใหญ่เป็นการมองไกล แต่ไปดีไซน์เลนส์สำหรับการมองใกล้ เมื่อนำไปใช้มองไกล ภาพจะเบี้ยว และเวียนหัวได้ “ ปัญหาส่วนใหญ่แว่นโปรเกรสซีฟคือการฟิตติ้ง ปกติดีไซน์แว่นให้อยู่ตรงกลางพอดี แต่ถ้าใส่แว่นตกลงมาจากเซ็นเตอร์ ก็จะทำให้ปวดหัวได้ หรือบางครั้งเดินไปชนอะไรแล้วแว่นเบี้ยว ภาพก็จะผิดเพี้ยนไปได้ แว่นโปรเกรสซีฟ ตำแหน่งของแว่นมีผลต่อการมองเห็นค่อนข้างมาก “ การตัดแว่นเหมือนเข้าร้านตัดเสื้อ ถ้าฟิตติ้งของร้านนี้ใส่แล้วสบาย ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกส่วน ก็ซื้อใส่ได้เลย บางร้านตัดสวยมาก แต่เราใส่แล้วไม่สบายก็แสดงว่าเสื้อผ้าร้านนั้นไม่เหมาะกับเรา”

bobi

“หมอแว่นตา” นักทัศนมาตรที่คอยแก้ปัญหาสายตาเบื้องต้น

"นักทัศนมาตร " (Optometrist) คือผู้เชี่ยวชาญในการตรวจวัดสายตาเพื่อหาค่ากำลังเลนส์ที่เหมาะสม พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน ตลอดจนตรวจหาและคัดกรองความผิดปกติของดวงตาเบื้องต้น หากมีความผิดปกติก็จะแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์

น.ส.กุสุมา เหรียญคำ นักทัศนมาตร ประจำศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลไอซอพติก พูดถึงขั้นการตรวจวัดสายตาของที่นี่ให้ฟังว่า “ ปรมาจารย์โบบิวางระบบการตรวจวิเคราะห์การตรวจวัดสายตาไว้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นความพิเศษที่แตกต่าง นักทัศนมาตรได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด การตรวจวัดสายตาของเราต้องให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด หากรู้สึกเครียด อารมณ์ไม่ดี อาจต้องเบรกการตรวจวัดสักพักแล้วค่อยกลับมาตรวจใหม่ เพื่อให้ค่าสายตาถูกต้องแม่นยำที่สุด เราสังเกตลูกค้าค่อนข้างละเอียด เช่น ถ้าเขาวิ่งมาก ก็ต้องให้นั่งพักก่อน ถ้าลูกค้าถือของมาก็จะมีแผนดูแลกระเป๋า ไม่ให้ลูกค้าต้องกังวลใจ เพราะทุกอย่างมีผลต่อการตรวจวัดค่าสายตา “ ก่อนจะตรวจวัดสายตา เราต้องซักประวัติลูกค้าอย่างละเอียด ได้แก่ พฤติกรรมในการใช้สายตา อาชีพ อายุ ชั่วโมงการใช้สายตา อุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ระดับการมอง ระยะห่างการมอง มีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ ยาที่รับประทานอยู่ เช่น ถ้ากินยาภูมิแพ้จะมีปัญหาตาแห้ง ซึ่งจะทำให้ค่าสายตาไม่แม่นยำ หากพบความผิดปกติที่สงสัยว่าจะเป็นโรค ก็จะส่งให้จักษุแพทย์

“ลูกค้าบางท่านมีปัญหาสายตาหลายอย่าง เช่น ทั้งสั้น ยาว เอียง ตาเขซ่อนเร้น สายตายาวระยะใกล้ ในคนเดียว ทำให้ต้องตัดแว่นหลายอันเพื่อการใช้งานที่เหมาะสม เลนส์โปรเกรสซีฟของเราช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดของเขาได้ด้วยแว่นอันเดียว ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น “ เราไม่ได้แค่ตัดแว่นตาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอย่างดีที่สุดเท่านั้น แต่ให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีใช้แว่นที่ถูกวิธีอย่างละเอียด เพื่อให้ลูกค้าใช้แว่นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม “เราจะให้ลูกค้าลองทำตามคำแนะนำหลังจากได้รับแว่นว่าต้องมองอย่างไร และให้ลูกค้าทดลองการมองทั้งระยะใกล้ ไกล การขึ้นลงบันได ให้ลูกค้าได้ฝึกใช้เลนส์จนกว่าจะใช้งานได้จริง เราจะให้ลูกค้าลองจนกว่าจะมั่นใจ และจะมีการติดตามผลการใช้งานตลอดเวลา หากเกิดปัญหาขึ้น สามารถกลับมาแก้ไขที่ร้านได้จนกว่าจะสามารถใช้แว่นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาลูกค้าพึงพอใจกับผลที่ได้มาก”

bobi

หัวใจสำคัญเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด

เมื่อถามปรมาจารย์โบบิว่า หัวใจสำคัญของเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวดคืออะไร ท่านอธิบายว่า “การออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานจริงเฉพาะเจาะจง จึงเรียกว่า โปรเกรสซีฟอัจฉริยะเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด “การวิเคราะห์ระบบการมองเห็นของไอซอพติก เป็นการวิเคราะห์การมองเห็นที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำแว่นโปรเกรสซีฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีหลักการวัดตรงกันข้ามกัน ปกติคนสายตายาว คนวัดสายตาแบบดั่งเดิม จะใช้ค่าสายตายาวมากที่สุด ที่มองชัดที่สุดเป็นค่าในการทำแว่น แต่ที่ไอซอพติกจะใช้ค่าสายตายาวที่น้อยที่สุดที่มองเห็นชัดที่สุดในการทำแว่นโปรเกรสซีฟ ถ้าเป็นสายตาสั้น โดยทั่วไปจะใช้สายตาสั้นน้อยที่สุดที่ให้การมองเห็นดีที่สุด ที่ไอซอพติกจะให้ค่าสายตาสั้นมากที่สุดที่เห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งทำให้เลนส์โปรเกรสซีฟที่มองแล้วชัดทุกระยะโดยไม่ต้องก้มหน้า “ไอซอพติกต่างตรงที่วิเคราะห์ระบบการมองเห็น ทั้งสายตาสั้นระยะไกล สายตายาวระยะไกล สายตายาวระยะใกล้ ตาเขซ้อนเร้นระยะไกล ตาเขซ้อนเร้นระยะใกล้ สายตาเอียงระยะไกล สายตาเอียงระยะใกล้ วัดละเอียด นอกจากนั้นเรายังสแกนลูกตาทั้งลูก เพื่อเอาค่าการสแกนตาไปสร้างเลนส์เฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด

bobi

ขั้นตอนการตัดแว่นที่ไอซอพติก

นัดหมายเวลาล่วงหน้า และเตรียมตัวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อดวงตาอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ไม่ได้เพ่งหรือเกร็งมาทั้งวัน และนำแว่นตาที่ใช้อยู่ทั้งหมดมาด้วยในวันนัดเมื่อถึงวันนัด ขั้นตอนแรก ทีมงานจะซักประวัติอย่างละเอียดว่ามีพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างไรบ้าง ทำอาชีพอะไร ทำงานอดิเรกคืออะไร ลักษณะการใช้คอมพิวเตอร์ ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ ระยะความสูงจอ ขนาดหน้าจอกี่นิ้ว ทำงานวันละกี่ชั่วโมง ใช้เดสท็อป หรือแลปท็อป อ่านหนังสือมากน้อยแค่ไหน เอกสารขนาดเท่าไร อ่านหนังสือพิมพ์ หรืออ่านพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่นกีฬาอะไรบ้าง โดยเฉพาะกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน รวมไปถึงการขับขี่ยานพาหนะ ขับรถเก๋ง รถเอสยูวี รถสปอร์ตก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซต์ก็ยิ่งเป็นอีกแบบ วัดค่าการมองเห็นของตาเปล่า วัดค่าการมองเห็นของแว่นเดิมโดยวัดระยะไกล ระยะกลาง ระยะใกล้ หลังจากนั้นเข้าตรวจกับนักทัศนมาตร ตรวจด้วยเครื่องดิจิตอล 3 มิติอีกครั้ง เพื่อเพื่อวิเคราะห์ระบบการมองเห็นสำหรับทำแว่นโปรเกรสซีฟโดยเฉพาะ

หลังจากนั้นทำการวัดขนาดใบหน้า วัดความยาวสันจมูก เพื่อออกแบบกรอบแว่นตาเฉพาะบุคคลให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละคน แว่นมีให้เลือกทั้งรูปทรง ขนาดขา ขนาดแว่น สลักชื่อได้ 27ตัวอักษร มีทั้งหมด 47 สี ผลิตเฉพาะบุคคล อันต่ออัน เริ่มต้น 18,800 บาท เลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะ ราคาเริ่มต้นคู่ละ 18,800 บาท ล้อมกรอบ

ท่านที่ต้องการทราบว่า เลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะไอซอพติก 3 มิติ เฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด เพิ่มขีดความสามารถการทำงานของสมองได้อย่างก้าวกระโดดอย่างไร สามารถทำการนัดเข้ามาทดลองเลนส์ ด้วยสมองของตัวเองได้ที่ :

ศูนย์แว่นตาไอซอพติก
สายด่วน ปรมาจารย์โบบิ : ผู้เชี่ยวชาญด้านแว่นโปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด
โทร : โทร : 097-454-9944

ไอดีไลน์แอด : @isoptik

เปิดทุกวันพุธ ถึง วันอาทิตย์
10:00 น. ถึง 19:00 น.

ดาวน์โหลด นิตยสารชีวจิต ฉบับ : (586 ตุลาคม 2566) คลิก

คำยืนยันจากผู้ใช้

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ผู้สร้างภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ และ ละครพรหมลิขิต ★ ★ ★ ★ ★

แว่นที่ดี สำคัญมากกับการดำเนินชีวิต ดีใจที่เจอแว่นที่ถูกใจ ก็เหมือนกับบุพเพสันนิวาส ทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขค่ะ

อ่านต่อ
นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

หัวหน้าหน่วยจุลศัลยกรรมโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ★ ★ ★ ★ ★

ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะไอซอพติกแล้ว ทำให้เหนื่อยน้อยลง มีพลังในการทำงานมากขึ้น และมีความสุขเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิต ครับ

อ่านต่อ

รวมคำยืนยันจากผู้ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคล อย่างยิ่งยวด สะท้านโลกา

เลนส์แว่นตาไอซอพติก มีจำหน่ายที่
ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก เท่านั้น
โปรดระวังการแอบอ้าง

go to top
คุณภาพการมองเห็นมีผลกับ คุณภาพชีวิตอย่างไร ?