โปรโมชั่นสุดพิเศษจากศูนย์แว่นตาไอซอพติก คลิก

ปรับขนาดตัวอักษร  -ก +ก

คุณ ณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ

แชร์
คุณ ณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ
ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด

ผมเริ่มมีปัญหาทางสายตา ตอนอายุเข้าใกล้ 30 ปี ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ ซึ่งจะต้องทำงานตลอดทั้งวัน พอตอนเย็นก็ไปเรียนภาคค่ำต่อ เวลาใช้สายตาดูข้อความบนไวท์บอร์ดเวลากลางคืน ก็จะมีรีเฟคกลับมาเยอะ พอมองเป็นระยะเวลานานจะเริ่มรู้สึกปวดหัว จึงทำให้เรารู้สึกไม่สนุกกับการเรียน หลังจากที่ไปสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายๆ ท่าน เลยได้รับคำแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์ ตอนนั้นเองที่ได้แว่นตาใช้เป็นครั้งแรก

หลังจากใช้แว่นตาสายตาสั้น ไปพักหนึ่ง เริ่มรู้สึกมีปัญหาเรื่องสายตายาวเข้ามาเพิ่มด้วย ตอนนั้นอายุราว ๆ 38 - 39 ปี ช่วงนั้นอยู่ต่างประเทศ ก็ได้รับคำแนะนำมาว่าให้ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟดู เพราะแว่นตาโปรเกรสซีฟสามารถมองได้ทั้งระยะใกล้ และระยะไกล ซึ่งการเป็นนักธุรกิจนั้น จะมีการพบปะผู้คนอยู่บ่อย ๆ เวลาที่เราใส่แว่นตาที่ไว้มองเฉพาะระยะไกล มาใช้พูดคุยกันในระยะใกล้ ๆ หรืออ่านหนังสือจะมีปัญหา คือ เวลามองจะเหมือนมีอะไรมาบัง เลยทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟ

วัดมุมเทด้านข้างของกรอบแว่น

ตอนแรกที่ใช้งานแว่นตาโปรเกรสซีฟรู้สึกปรับตัวยาก ต้องใช้เวลาประมาณอาทิตย์หนึ่งในการปรับตัวให้เข้ากับแว่นตา เพราะเรารู้สึกเหมือนว่าต้องรอให้สายตาปรับระยะการโฟกัสภาพให้ถูกต้อง โดยช่วงแรก ๆ ต้องปรับตัวกับการมองพอสมควร และมีอาการปวดหัวนิดหน่อย อีกทั้งยังไม่สามารถใช้ได้ตลอดทั้งวันครับ สามารถใช้ได้แค่ตอนทำกิจกรรมทั่ว ๆ ไป อย่างตอนเดิน หรือตอนอ่านหนังสือ แต่ว่าเวลาที่ต้องพบปะผู้คน โดยงานของผมจะต้องพบปะกับผู้เป็นจำนวนมาก และตอนที่พูดคุยกัน จะต้องมองตากันอย่างใกล้ชิด แต่ก็มีบ้างที่เวลามองจะรู้สึกไม่สะดวกเท่าไร ทำให้บางครั้งผมตัดสินใจถอดแว่นตาเวลาพูดคุย

แต่ตอนใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟในช่วงแรก ก็รู้สึกว่าตอบโจทย์ในการมอง เพราะสามารถมองได้ทั้งระยะใกล้ และระยะไกล แต่จะมีปัญหาเวลามองเอียงตา หรือเวลากรอกตาไปมา จะไม่ค่อยสะดวก ยิ่งตอนเล่นกีฬาจะไม่สามารถใช้ได้เลย อย่างตอนเล่นกอล์ฟ เวลาที่เล็งระยะใกล้ เราจะเห็นภาพอีกอย่างหนึ่ง พอเหวียงตัวไปมองระยะไกลก็จะมองไม่ทัน ทำให้รู้สึกใช้งานไม่ค่อยคล่องตัว บางครั้งต้องไปสอนหนังสือ หรือไปพูดที่สาธารณะ เวลาเหลือบมอง โพลหรืออะไรต่าง ๆ ก็จะมองไม่ค่อยสะดวก เพราะต้องใช้สายตาเพ็งไปสักพักหนึ่ง แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมาพูด แต่พอเราโฟกัสไปที่ผู้ฟังมาก ๆ แล้วกลับมามองโพล ก็ต้องกลับมาเพ็งสายตาใหม่อีกรอบ เนื่องจากไม่สามารถเคลือบตามองได้เลย ทำให้บางครั้งถึงขนาดไม่ใส่แว่นตา เพื่อให้ไปเล่นกีฬาแล้วไม่ต้องถอดแว่นตาออกบ่อย

วัดความโค้งของหน้าแว่น

หลังจากนั้นผมได้เปลี่ยนมาใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟที่ตัดโดยศูนย์แว่นตาไอซอพติก ซึ่งชัดเจนเลยว่าปัญหาเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสปีดในการโฟกัสภาพดีขึ้นเยอะมาก รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่แว่นตา สามารถมองได้อย่างอิสระ ที่เด่นอีกอย่างคือ ผมสังเกตได้เลยว่า จำนวนครั้งในการถอดแว่นตาน้อยลง หรือบางครั้งแทบไม่ถอดเลย และรู้สึกสบายตาขึ้น ซึ่งทางศูนย์แว่นตาไอซอพติกเคยบอกว่า หลังจากที่เปลี่ยนมาใช้แว่นตาอัลตร้าโปเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ระบบดิจิตอล 3 มิติ เชื่อว่าจะทำให้อาการเหนื่อยล้าลดลง ซึ่งผมขอยืนยันเลยว่า อาการเหนื่อยล้าลดลงจริง ๆ พอเราไม่เหนื่อย ไม่ว่าจะทำอะไร ๆ มันก็ดีไปหมด มันทำให้รู้สึกสนุก

และแว่นตาโปรเกรสซีฟ ของศูนย์แว่นตาไอซอพติก แทบจะไม่ต้องมีการปรับตัวเลย หรือเพราะว่าเราเคยใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟมาก่อน และแว่นตาโปรเกรสซีฟ ของศูนย์แว่นตาไอซอพติก มีคุณภาพที่ดีมาก เลนส์โปรเกรสซีฟที่ได้มามีความละเอียด สังเกตได้ด้วยความเร็วที่เราจะเปลี่ยนโฟกัส และอิสระในการมองเห็นมีมุมมองที่มากขึ้น อย่างการใช้แว่นตาไปเรียนตอนกลางคืน ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลย ไม่ว่าจะเป็น เวลามองไวท์บอร์ดไกล ๆ หรือเวลาเหลือบมองตอนที่จะเดินข้ามถนน รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรมาบังสายตา ทำให้สะดวกสบายขึ้นมาก แถมยังเกือบจะสามารถใส่ได้ตลอดทั้งวัน ต้องเรียนตามตรงว่า ดีสุดของการพักผ่อนสายตาคือไม่ต้องใส่อะไรเลย ในเวลาที่ต้องการพักผ่อนสายตาจริง ๆ แต่ว่า แว่นตาโปรเกรสซีฟที่ได้รับมา จากศูนย์แว่นตาไอซอพติก ช่วยได้มากจริง ๆ เพราะว่าบางวันไม่ได้ถอดแว่นตาออกเลย ตั้งแต่เช้าถึงเย็น และยังสามารถลดอาการฝืนเกร็งต้นคอได้จริง เพราะเราไม่รู้สึกเลยว่า ต้องกดตัวลง หรือประคองคอไว้ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถใช้สายตาได้อย่างสบาย ๆ บางครั้งดูไอแพต หรืออ่านหนังสือ คล่องตัวขึ้น

คุณ ณรงค์ฤทธิ์ กับ อ.โบบิ

ส่วนถ้าพูดถึงการตรวจวัดสายตาที่ศูนย์แว่นตาไอซอพติก พบว่ามีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจน ข้อแรกคือ นักทัศนมาตรที่มาตรวจวัดสายตา ผมสัมผัสได้เลยเป็นมืออาชีพจริง ๆ รู้ในสิ่งที่ต้องตรวจวัด และมีความตั้งใจโฟกัสในรายละเอียดที่ทำ อีกทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดสายตามีความละเอียดมาก และมีหลายแบบ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ภาวะของการใช้สายตาของลูกค้าใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตจริงมากที่สุด ซึ่งทำให้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะส่วนมากแค่ให้ตรวจวัดสายตากับเครื่อง แล้วตรวจวัดว่าสายตาสั้น หรือยาวแค่ไหน เท่านั้นเอง แต่ที่ศูนย์แว่นตาไอซอพติกจะพยายามสังเกตการใช้ชีวิตของเรา ว่ามีลักษณะการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร และการใช้งานแว่นตาของเราที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร นี้เลยเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจน

และต้องบอกว่า ตั้งแต่เดินเข้ามาที่ศูนย์แว่นตาไอซอพติกครั้งแรก รู้เลยว่าที่นี่เกินกว่าร้านแว่นตาทั่ว ๆ ไป พนักงานมีการต้อนรับที่อบอุ่นมาก แล้วทุกคนดูเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง พนักงานแต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน คือ หลังจากผ่านประตูร้านเข้ามาได้ไม่กี่ก้าว จะมีพนักงานเดินเข้ามาต้อนรับเรา และสอบถามเรื่องที่ต้องการให้บริการ และในช่วงของการที่ตัดแว่นตา ผมรู้สึกประทับใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าการตัดแว่นตาจะต้องใช้มืออาชีพขนาดนี้ และได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตแว่นตาชั้นดี คือ จะต้องมีความละเอียดอ่อน และลงลึกในรายละเอียดการวิเคราะห์ว่า ลูกค้ามีภาวะทางด้านสายตาอย่างไร จึงทำให้เรารู้สึกว่า ศูนย์แว่นตาไอซอพติกเป็นองค์กรที่พยายามเข้าใจลูกค้าจริง ๆ แล้วศูนย์แว่นตาไอซอพติกไม่ได้เพียงแค่จะขายแว่นตา แต่ตั้งใจที่จะช่วยให้ลูกค้าของศูนย์แว่นตาไอซอพติกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมสัมผัสได้

สายด่วน อาจารย์โบบิ : 081-538-4200 ทุกวัน เวลา 11:00 น. - 19:00 น.

ศูนย์แว่นตาไอซอพติก : คุณภาพการมองเห็นในระดับสูงสุด

เปิดวันอังคาร - วันเสาร์ เวลา 11:00 - 19:00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันจันทร์

สอบถามข้อมูลและนัดวัดสายตา
โทร : 086-565-5711 , 086-970-0794 , 063-994-1998
( เพื่อให้ได้รับคุณภาพการบริการในระดับสูงสุด กรุณาทำนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ )

LINE ID : @isoptik
Email : isoptik@gmail.com


คุณภาพการมองเห็นมีผลกับ คุณภาพชีวิตอย่างไร ?