เส้นทางชีวิตด้านการสร้างแว่นตา ของ ปรมาจารย์โบบิ เป็นอย่างไร

ปรมาจารย์โบบิทำอย่างไรถึงเป็นคนเดียวที่สามารถสร้างแว่นอัลตร้า เอ็กซ์ แว่นโปรเกรสซีฟรุ่นเดียว และรุ่นแรกของโลกที่ไม่ต้องปรับตัว บอกลาการปรับตัวเข้าหาแว่นโปรเกรสซีฟ บอกลาความจำกัดของแว่นโปรเกรสซีฟ

ย้อนกลับไปเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ผมก็เกิดในร้านแว่นตาระดับไฮเอนด์ของคุณพ่อสว่าง เชาวนโกศล กับ คุณแม่นภาพร เชาวนโกศล ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านก็ยังสุขภาพแข็งแรง การเติบโตขึ้นในร้านแว่นที่เป็นระดับไฮเอนด์ของคุณพ่อมีส่วนสำคัญมากที่สุดกับผมในการที่ช่วยให้สามารถที่จะสร้างแว่นตาที่ดีที่สุดได้คือ อัลตร้า เอ็กซ์ เพราะว่าคุณพ่อได้รับสติปัญญาจากพระเจ้าในการสร้างแว่น แล้วอาจารย์ของคุณพ่อก็เก่งมาก แล้วคุณพ่อใช้เครื่องมือที่ดีที่สุด แพงที่สุด จากเยอรมนีในยุคนั้น

ในยุค 43 ปีที่แล้ว การวัดสายตาเอียง การวัดตาเขซ่อนเร้น เป็นเรื่องที่ลึกลับ ซับซ้อนสำหรับคนไทย ไม่เหมือนในปัจจุบันที่เราพอจะมีคนที่รู้เรื่องบ้าง แต่ในยุค 43 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่านับคนได้ และที่สำคัญตะกูลผมเราอยู่ที่จังหวัดตรัง แต่เราสามารถที่จะสร้างแว่นตาที่ดีกว่าแว่นที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในยุคของคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อกับผมจะมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ความใส่ใจ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น แล้วก็มาตรฐานสูงสุด ความปรารถนาที่จะทำแว่นออกมาให้ดีที่สุดอย่างแรงกล้า ด้วยหลักปรัชญาว่าแพงแต่ดี ดังนั้นคุณพ่อผมไม่เคยกลัวที่จะสันหาเลนส์แว่นตาที่ดีที่สุด กรอบแว่นที่ดีที่สุด เป็นกรอบแว่นที่ไม่ลอก ไม่หลุด ทำจากทองคำแท้ ในยุคนั้นมีขายที่เดียวคือที่สว่างการแว่น ตรัง

คุณพ่อสร้างแว่นเป็นคนแรกในโลก และคนเดียวในโลกที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องของการทำแว่นระบบ 3 มิติ ผมจึงได้รับเคล็ดลับวิชานี้จากคุณพ่อผ่านทางการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาจากแว่นตาหลายแสนอัน ตลอดชีวิตของคุณพ่อที่ทำงานมา 50 ปี

เราจะเรียนรู้วิชาการทำแว่นเราจะเรียนรู้ได้ 2 วิธีคือ

1. เรียนจากคนที่รู้จริง คือคุณพ่อผม หรือคนที่ทำเยอะเท่าคุณพ่อผม หรือใกล้เคียง ซึ่งในกลุ่มนี้เขาจะไม่สอนฟรี เขาจะไม่สอนถูก พวกนี้คิดค่าเรียนหลักแสนขึ้นไป
2. เรียนจากการเปิดตำรา เรียนจากการถูกสอนต่อๆ กันมาคือ ไปเรียนจากอีกคนนึงแล้วก็มาสอนคนอีก สิบคน ร้อยคน พันคน โดยที่คนสอนก็ไม่รู้จริง คนที่ไปเรียนมาเพื่อสอนก็ไม่รู้จริง ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่การเรียนการสอนแบบนี้จะสามารถสอนแบบรู้ลึกรู้จริงได้ในเมื่อคนสอนไม่รู้จริง ซึ่งข้อดีคือ ส่วนใหญ่จะสอนฟรีหรือสอนให้ในราคาถูก

ปัจจุบันคือเราอยู่ในโลกที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสายตาชอบเรียนฟรีกับชอบเรียนแบบค่าเรียนถูกๆ ดังนั้นผลของการเรียนการสอนก็ตอบตัวเองในตัวอยู่แล้วว่า คุณจะรู้จริงได้อย่างไรในเมื่อคุณเรียนจากคนไม่รู้จริง เมื่อคนทำแว่นไปทำแว่นกับคนที่ไม่รู้จริงจึงไม่แปลกอะไรที่เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟจะมีประสิทธิภาพของเลนส์ได้ไม่เต็มร้อย เนื่องจากผู้ทำไม่มีความรู้ความชำนาญอย่างเพียงพอ ดังนั้นการทำแว่นโปรเกรสซีฟจึงเป็นประเด็นหลักที่ว่าเวลาที่เราซื้อเลนส์โปรเกรสซีฟอัจฉริยะ เลนส์สามารถใช้งานได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นเวลาเราซื้อแว่นโปรเกรสซีฟเราไม่ได้ซื้อแค่เลนส์ เราซื้อฝีมือ ซื้อความชำนาญ ความรู้ในการตรวจวัด วิเคราะห์ ความแม่นยำ

สมัยผมเป็นเด็ก ร้านสว่างการแว่นที่จังหวัดตรังของคุณพ่อ เมื่อเปิดร้านจะมีลูกค้ายืนเต็มหน้าร้าน แล้วก็ทำ ตรวจ วัด ดัด ปรับแต่ง ประกอบ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ซึ่งในร้านถึงกับไม่มีที่ยืน ต้องต่อแถวออกไปนอกร้าน แต่เราก็ทำได้เพราะว่าทีมงานของสว่างการแว่นในยุคนั้นมีประมาณ 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะกินนอนกันที่ร้าน

ผมถูกฝึกมาตั้งแต่จำความได้ให้อยู่กับผู้ใหญ่ เสริฟน้ำ เช็ดแว่น เช็ดกระจก กวาดขยะ ถูพื้น เก็บแก้ว ซึ่งจะได้ค่าตอบแทน โดยคุณพ่อก็ตั้งให้เป็นเบี้ย เป็นตารางว่าทำอะไร ได้อะไร เช่น จัดนาฬิกา จัดแว่น เป็นต้น ท่านเก่งตรงที่ว่า ท่านสามารถหลอกล่อให้ลูกของท่านทุกคนสามารถที่จะใส่ใจ มีความขยันในการทำงาน รักในการทำงาน รักในการให้บริการ เป็นการฝึกให้เราใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ เข้ากับผู้ใหญ่ได้ เคยชินกับการคุยกับผู้ใหญ่ ดังนั้นผมจึงติดนิสัยอยู่กับผู้ใหญ่ ซึ่งข้อดีของการที่เราอยู่กับผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่าเราหลายสิบปีคือ ความรัก ความเมตตา กระบวนความคิด เราได้อะไรเยอะมาก หลักคำสอน ความเมตตาปราณี ความรู้ ความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์ ซึ่งมันรู้สึกอบอุ่น เรารู้สึกชอบที่ได้อยู่กับผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ก็ให้ความเอ็นดู

ผมมีความปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ด้วยเลนส์อัลตร้า เอ็กซ์ ซึ่งเป็นเลนส์ตัวใหม่ของไอซอพติก ที่สามารถทำให้ผู้สูงวัยอย่างมีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นได้ มีระดับสติปัญญาที่เพิ่มขึ้น ฉลาดขึ้น มีพลังเพิ่มขึ้น

ชีวิตผมในวัยเด็ก สาเหตุที่ผมติดกับการชอบดูแลผู้อาวุโส คนมีอายุ มาจากการขาดความอบอุ่นจากคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ในวัยเด็ก ผมเป็นเด็กที่โตขึ้นมาแล้วไม่มีโอกาสที่จะได้พบ ได้เจอ ได้รับความรัก ความอบอุ่นจากคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายเลย ซึ่งท่านเหล่านี้ได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว

โดยคุณยายที่อาจจะเสียชีวิตไปไม่นานก่อนผมเกิด คุณยายเป็นจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งในยุคสมัยนั้นการดูแลรักษาผู้ป่วยด้านจอประสาทตาเสื่อมในโลกยังมีประสิทธิภาพต่ำมาก เริ่มจากคุณยายเป็นตาบอดกลางคืน มองกลางคืนไม่เห็น หลังจากนั้นก็ลามมาเป็นกลางวัน แล้วสุดท้ายก็มองไม่เห็น เท่าที่ผมฟังจากคุณแม่ และคุณน้า ตั้งแต่คุณยายสูญเสียการมองเห็น ท่านก็ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หลังจากคุณแม่เล่าให้ฟังผมก็คิดอยู่ว่าโตขึ้นผมต้องช่วยเหลือคนไม่ให้ตาบอด ไม่ให้คนที่เป็นแบบคุณยายตาบอด มีความรู้สึกว่าอยากเป็นจักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญหน้าจอประสาทตา นั่นคือความผันแรก

พอผมอายุ 7 ขวบ มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลคือ วันที่ผมอยู่กับคุณพ่อแล้วช่วยงานคุณพ่อทำแว่น ได้มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง ท่านแต่งเครื่องแบบมาพร้อมกับขบวนติดตาม ตำรวจก็มาอำนวยความสะดวก เพราะว่าในสมัย 40 ปีที่แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตำแหน่งที่ใหญ่มาก ท่านผู้ว่าพูดกับคุณพ่อว่า “ นายห้างสว่างผมทำแว่นที่ไหนก็ไม่สบายเท่าแว่นที่นายห้างสว่างทำให้ อยู่ไกลแค่ไหนผมก็จะมา ผมเดินทางจากเชียงใหม่มาที่จังหวัดตรัง เพื่อจะมาทำแว่นกับนายห้าง ไกลแค่ไหนผมมาได้ แต่ถ้าเกิดนายห้างไม่อยู่แล้ว ใครจะทำแว่นดีๆ แบบนี้ให้ผมใส่ ” ผมฟังดูผมหูผึ่งเลย แล้วมันเหมือนมีเสียงฟ้าฟาดในใจ มันเหมือนกับมีประกายขึ้นมาในใจ ในสมอง ตั้งแต่เส้นผมจรดเท้า มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านเลย “ โอ้โห พ่อเรานี่สุดยอด ระดับผู้ว่ายังขนาดนี้ ” เกิดความคิดขึ้นมาตอนนั้น ผมต้องทำแว่นให้ดีเท่าพ่อให้ได้

วันนั้นผมเข้านอนด้วยหัวใจพองโต ด้วยความภาคภูมิใจในฝีมือของคุณพ่อ และในฝีมือการทำแว่นของร้านสว่างการแว่นของเราที่จังหวัดตรัง คืนนั้นผมฝันเห็นคนที่เป็นผู้นำโลก นักธุรกิจ คนร่ำรวยมีชื่อเสียงของโลกจากทั่วโลกนั่งเครื่องบินมาหลายหมื่นคน มาทำแว่นกับผม เข้าคิวรอทำแว่นเป็นหมื่นคน เพราะเขารู้ว่าผมทำแว่นได้ดีที่สุดในโลก แล้วความฝันนั้น ภาพนั้นยังติดตาผมมาจนถึงวันนี้ ตื่นเช้าผมวิ่งไปบอกคุณพ่อ เล่าความฝันให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อยิ้มแล้วพูดกับผมว่า “ ถ้าเชื่อก็ทำได้ทุกสิ่ง ”

เมื่อคุณพ่อพูดกับผมแบบนี้ คำพูดของคุณพ่อนี่แหละที่เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง มันมี 3 ขั้นตอนคือ

1. คำพูดของผู้ว่า
2. ความฝัน
3. คำพูดของพ่อ

ทั้ว 3 อย่างนี้ ทำให้ผมคิดอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจว่าจะทำอย่างไรให้ทำแว่นออกมาได้ดีที่สุดในโลก ซึ่งในวัย 7 ขวบ ผมก็ยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าแว่นที่ดีที่สุดในโลกต้องเป็นอย่างไร ผมรู้แค่ว่ามองชัด ใส่สบาย รู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ใส่แว่น ตอนนั้นเข้าใจแค่นั้น ซึ่งผมต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะพัฒนาขึ้นมาจนสำเร็จเป็นอัลตร้า เอ็กซ์ เลนส์ที่เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนแนวคิดในการทำแว่นไปตลอดกาลว่า เป็นแว่นที่ใส่แล้วมีความสุขมากขึ้น ใส่แล้วเพิ่มพลังสมอง ฉลาดขึ้น มีเรี่ยวแรงมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีพลังกุ๊กกิ๊กกับภรรยาได้มากขึ้น ถ้าทำให้ภรรยาใส่ภรรยาก็จะหงุดหงิดน้อยลง อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับสามีส่วนใหญ่

ผมจึงใช้เวลาหลายสิบปีคิด ค้นคว้า พัฒนา เรียนรู้เรื่องของการทำแว่นแบบ 3 มิติ จากคุณพ่อแล้วเอาไปต่อยอดจากบริษัทผู้ผลิตเลนส์ ผู้เชี่ยววชาญด้านสายตา ผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์จากทั่วโลก เพื่อที่จะสร้างแว่นตาที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่เทคโนโลยีในปัจจุบันจะเป็นไปได้ แล้วไปต่อยอดทำแว่นโปรเกรสซีฟที่ใส่ได้สบาย ปรับตัวได้ง่าย มีอัตราของความสำเร็จในการทำสูงกว่าทั่วโลกถึง 80 เท่า และสถิติ 99.9% ที่ผมทำเอาไว้ยังไม่มีใครลบได้ในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ผมใช้เวลาในการพัฒนาแว่นตาแห่งอนาคต เป็นแว่นที่มุ่งเน้นการเพิ่มพลังสมอง เพิ่มพลังในการทำงาน ที่จะพัฒนาให้เป็นแว่นตาที่ใส่แล้วสุขภาพดี อ่อนกว่าวัย

ผมเป็นคริสเตียน และเชื่อมั่นในพระเจ้า ในเวลาที่คิดอะไรไม่ออกก็จะอธิษฐานขอพระเจ้า ขอสติปัญญาทุกวัน ผมจึงเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ยากสำหรับพระเจ้า ถ้าเรามีความเชื่อเราจะทำได้ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรที่ยากเกิน เราแค่ทำให้ดีที่สุด แล้วทำให้มันดีขึ้นอีกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งก็ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาเลนส์ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ลูกค้าหลายแสนคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้ผม และทีมงานสามารถที่จะพัฒนาการทำแว่นที่ดีที่สุดในโลกได้สำเร็จ เราทำแว่นให้คนใส่แว่นมีความสุขมากที่สุด ไอซอพติกเป็นร้านแว่นเดียวในโลกที่เราเน้นทำแว่นให้ผู้ใส่แว่นมีความสุขมากที่สุด เราจึงสร้างเลนส์ของเราเอง ด้วยเทคโนโลยีของเราเองที่มีคุณสมบัติเฉพาะคือ ผลิตเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด และสามารถฉีกข้อจำกัดแบบเดิมๆ ของเลนส์โปรเกรสซีฟที่เคยมีมาในโลกนี้

หลักการของแว่นตาของไอซอพติก เราแว่นตาขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้คนที่มีอายุ 50 – 90 ปี สามารถกลับมามีพลังของวัยหนุ่มสาว สามารถที่จะทำงานได้เร็วขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง สามารถที่จะสนุกสนานกับการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างมีอิสระ ได้อย่างมีข้อจำกัดน้อยที่สุด เวลาเราอายุมากขึ้นเราจะช้าลง

แว่นของไอซอพติกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้ใช้เร็วขึ้น เคยเจอไหมครับทำอะไรแล้วมันไม่ได้ดั่งใจเลย ไอซอพติกเป็นแว่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราใช้ชีวิตให้ได้ดั่งใจมากขึ้น อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากไปไหนก็ได้ไป อยากพักก็ได้พัก อยากทำงานให้เสร็จก็ใช้เวลาสั้น อยากหาเงินให้ได้เยอะก็ไม่ต้องเหนื่อยมากเกินไป เป็นแว่นเพื่อคุณภาพชีวิต เป็นแว่นเพื่อความสุข และที่สำคัญไม่ได้สุขเฉพาะตัวเราเอง แต่เป็นความสุขสำหรับคนรอบข้าง และคนในครอบครัว

คำยืนยันจากผู้ใช้

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ผู้สร้างภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ และ ละครพรหมลิขิต ★ ★ ★ ★ ★

แว่นที่ดี สำคัญมากกับการดำเนินชีวิต ดีใจที่เจอแว่นที่ถูกใจ ก็เหมือนกับบุพเพสันนิวาส ทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขค่ะ

อ่านต่อ
นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

นายแพทย์ วิชิต ศิริทัตธำรง

หัวหน้าหน่วยจุลศัลยกรรมโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ★ ★ ★ ★ ★

ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะไอซอพติกแล้ว ทำให้เหนื่อยน้อยลง มีพลังในการทำงานมากขึ้น และมีความสุขเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิต ครับ

อ่านต่อ

รวมคำยืนยันจากผู้ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะ 3 มิติ เฉพาะบุคคล อย่างยิ่งยวด สะท้านโลกา

เลนส์แว่นตาไอซอพติก มีจำหน่ายที่
ศูนย์แว่นโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล ไอซอพติก เท่านั้น
โปรดระวังการแอบอ้าง

go to top
คุณภาพการมองเห็นมีผลกับ คุณภาพชีวิตอย่างไร ?