โครงการทดสอบแว่นตาโปรเกรสซีฟอัจฉริยะ SEIKO เริ่มต้นชุดละ 22,000 ถึง 178,000 บาท คลิก
ดูกรอบเเว่น LINDBERG คลิก

ปรับขนาดตัวอักษร-ก +ก

ตามองเห็นได้อย่างไร

แชร์

โดย แพทย์หญิง ณัฐธิดา นิ่มวรพันธุ์ ( จักษุแพทย์ที่ปรึกษาประจำศูนย์แว่นตาไอซอพติก )

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญและซับซ้อนที่สุดอวัยวะหนึ่งในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ ดังนั้นหากเกิดปัญหากับดวงตาก็จะมีผลต่อคุณภาพชีวิตด้วยเช่นกัน

ตามองเห็นได้โดยผ่านขบวนการดังต่อไปนี้

เมื่อแสงไปตกกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่ดวงตา โดยผ่านไปที่กระจกตา (Cornea) ซึ่งเป็นส่วนที่ใสและบริเวณหน้ากระจกตายังมีชั้นฟิล์มน้ำตา (Tear film) ซึ่งมีความสำคัญกับการมองเห็นเช่นเดียวกัน คือชั้นฟิล์มน้ำตาจะช่วยให้ความชุ่มชื้น หล่อลื่นผิวดวงตาและยังช่วยให้กระจกตาเรียบเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นหากมีตาแห้งจะส่งผลให้กระจกตาไม่เรียบและการมองเห็นแย่ลงได้

ภาพที่ 1: ภาพกลไกการมองเห็น

จาก : reqw.kku.ac.th

ภาพที่ 2: แสดงชั้นฟิล์มน้ำตา (Tear film) คือส่วนที่เป็นสีฟ้า

จาก : www.eyedolatryblog.com

หลังจากนั้นแสงผ่านไปที่รูม่านตา (Pupil) ซึ่งม่านตาจะทำหน้าที่ในการปรับปริมาณแสงที่จะเข้าไปในดวงตา เมื่ออยู่ในที่สว่างรูม่านตาจะมีขนาดเล็กและขยายใหญ่เมื่ออยู่ในที่มืด หลังผ่านรูม่านตาแล้วแสงจะไปที่เลนส์แก้วตา (Lens) โดยเลนส์แก้วตาจะใสและมีความยืดหยุ่น จึงทำหน้าที่ในการรวมแสงที่มาจากภายนอกให้ไปโฟกัสที่จอประสาทตาได้พอดี ซึ่งหลังจากอายุ 40 ปี เลนส์แก้วตาจะลดความยืดหยุ่นลง ทำให้แสงไม่โฟกัสที่จอประสาทตาจึงเกิดสายตายาวขึ้นและเลนส์แก้วตาจะขุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้นหรือที่เรียกว่าต้อกระจกนั่นเอง เมื่อผ่านเลนส์แก้วตาไปจะพบกับน้ำวุ้นตา (Vitreous Humor) ทำหน้าที่ช่วยในการหักเหของแสง ในคนสูงอายุหรือคนที่มีสายตาสั้นมาก จะมีการเสื่อมของน้ำวุ้นตาทำให้บางครั้งจะเห็นจุดดำลอยไปมาได้ เมื่อแสงผ่านน้ำวุ้นตาแล้วจะไปโฟกัสที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์รับภาพนับล้านเซลล์ ทำหน้าที่ในการแปลงภาพที่มองเห็นเป็นสัญญาณประสาทและส่งต่อไปตามใยประสาท (Nerve fiber) ซึ่งใยประสาทของเซลล์รับภาพเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาที่อยู่ด้านจมูก (Nasal retinal fiber) และใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาด้านขมับ (Temporal retinal fiber) ใยประสาททั้งสองส่วนนี้มารวมกันที่ขั้วประสาทตา (Optic disc) และเมื่อออกพ้นลูกตามาจะกลายเป็นเส้นประสาทตา (Optic Nerve)

จากนั้นเส้นประสาทตาจากตาทั้งสองข้างมาเชื่อมต่อกันบริเวณส่วนไขว้ประสาทตา (Optic chiasm) หลังจากนั้นจะแยกออกกลายเป็นลำเส้นใยประสาท (Optic tract) 2 เส้น อยู่ทางซ้ายและทางขวา ซึ่งบริเวณส่วนไขว้ประสาทตานั้นมีความสำคัญคือ ใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาที่อยู่ด้านจมูก (Nasal retinal fiber) ของทั้งสองตาจะวิ่งข้ามไปสู่ลำเส้นใยประสาท (Optic tract) ฝั่งตรงข้าม ส่วนใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาด้านขมับ (Temporal retinal fiber) จะวิ่งไปสู่ลำเส้นใยประสาท (Optic tract) ฝั่งเดิม

ภาพที่ 3: แสดงระบบการมองเห็น (Visual partway)

จาก : msk-anatomy.blogspot.com

ดังนั้นในลำเส้นใยประสาท (Optic tract) แต่ละข้างจะประกอบไปด้วยใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาที่อยู่ด้านจมูก (Nasal retinal fiber) ของตาด้านตรงข้ามรวมกับใยประสาทที่มาจากเซลล์รับภาพของจอประสาทตาด้านขมับ (Temporal retinal fiber) ของตาด้านเดียวกัน วิ่งรวมกันไปสู่นิวเคลียสงอคล้ายเข่าด้านข้าง (Lateral geniculate body) หลังจากนั้นใยประสาทที่ออกจากนิวเคลียสงอคล้ายเข่าด้านข้างจะแผ่กว้างและวิ่งไปสู่สมองกลีบขมับ (Temporal lobe) และโค้งกลับมาสู่สมองกลีบข้าง (Parietal lobe) และไปสิ้นสุดที่เปลือกสมองส่วนการเห็น (Visual cortex) ซึ่งอยู่ที่กลีบท้ายทอยของสมอง (occipital lobe) เราเรียกใยประสาท เหล่านี้ว่าส่วนแผ่ประสาทตา (Optic radiation)

เมื่อมีความผิดปกติต่างๆ เช่น มีเลือดออก มีเนื้องอกในสมองหรืออุบัติเหตุที่มีผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งตั้งแต่เส้นประสาทตาจนกระทั่งถึงกลีบท้ายทอยของสมอง จะส่งผลทำให้การมองเห็นในส่วนของลานสายตาผิดปกติไป (Visual field defects) ซึ่งลานสายตาจะผิดปกติอย่างไรขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดความผิดปกตินั้นดังแสดงในภาพที่ 4

ภาพที่ 4: แสดงลานสายตาที่ผิดปกติไป

ภาพจาก Mayfield Clinic

ภาพที่ 4: แสดงลานสายตาที่ผิดปกติไป เมื่อมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ตำแหน่งต่างๆ ดังนี้

  • เส้นประสาทตาด้านซ้าย (Left optic nerve)
  • ส่วนไขว้ประสาทตา (Optic chiasm)
  • ลำเส้นใยประสาทด้านซ้าย (Left optic tract)
  • ส่วนแผ่ประสาทตา (Optic radiation) ด้านซ้ายที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ (Temporal lobe)
  • ส่วนแผ่ประสาทตา (Optic radiation) ด้านซ้ายที่อยู่บริเวณสมองกลีบข้าง (Parietal lobe)
  • กลีบท้ายทอยของสมอง (occipital lobe)

กลีบท้ายทอยของสมอง (Occipital lobe) เป็นสมองส่วนที่ใช้รับรู้การมองเห็น เมื่อสัญญาณประสาทออกจากสมองกลีบท้ายทอยแล้วนั้น จากสมมุติฐานทางสัญญาณสองทาง (Two-streams hypothesis) จะแยกออกเป็นสองเส้นทาง คือ

  • ทางสัญญาณด้านล่าง (Ventral stream) มุ่งหน้าไปสู่สมองกลีบขมับ (Temporal lobe) มีบทบาทในการรู้จำและจำแนกวัตถุ (object identification and recognition)
  • ทางสัญญาณด้านบน (Dorsal stream) ไปสุดที่สมองกลีบข้าง (Parietal lobe) มีบทบาทในการแสดงตำแหน่งของวัตถุ เพื่อกำหนดพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหว เช่น เอื้อมมือไปหยิบวัตถุนั้น
  • ภาพที่ 5: รูปแสดงทางสัญญาณด้านบน (สีเขียว) และทางสัญญาณด้านล่าง (สีม่วง) ทางสัญญาณทั้งสองนั้นเริ่มต้นมาจากที่เดียวกันคือกลีบท้ายทอยของสมอง (occipital lobe) (สีเทา)

    จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/สมมุติฐานทางสัญญาณสองทาง

    นอกจากนี้ระบบการมองเห็นยังมีบทบาทสำคัญในระบบควบคุมการทรงตัว (Vestibular system) และระบบการรับรู้อากัปกิริยา (Proprioception) อีกด้วย

    ดังที่กล่าวมาข้างต้น หากการมองเห็นของเราแย่ลงจากสาเหตุต่างๆ เช่น ต้อกระจก สายตาผิดปกติที่ไม่ได้แก้ไข จะมีผลกระทบได้หลายระบบในร่างกาย เช่น การทรงตัวไม่ดี กะระยะต่างๆผิดพลาดส่งผลทำให้เกิดการพลัดตกหกล้ม และหากฝืนเพ่งมากจะเกิดอาการเมื่อยล้าตา ปวดตา ปวดศีรษะ ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงได้

    เลนส์แว่นตาไอซอพติก มีจำหน่ายที่ ศูนย์แว่นตาไอซอพติก เท่านั้น โปรดระวังการแอบอ้าง



    สายด่วน อาจารย์โบบิ : 081-538-4200 ทุกวัน เวลา 11:00 น. - 19:00 น.

    ศูนย์แว่นตาไอซอพติก : คุณภาพการมองเห็นในระดับสูงสุด

    เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 11:00 - 19:00 น.
    หยุดทุกวันจันทร์ - อังคาร

    สอบถามข้อมูลและนัดวัดสายตา
    โทร : 086-565-5711 , 086-970-0794 , 063-994-1998
    ( เพื่อให้ได้รับคุณภาพการบริการในระดับสูงสุด กรุณาทำนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ )

    LINE ID : @isoptik
    Email : isoptik@gmail.com

    คุณภาพการมองเห็นมีผลกับ คุณภาพชีวิตอย่างไร ?