หน้าแรก • การตรวจเบื้องต้น ( Preliminary Tests )

เป็นการตรวจการทำงานของตาทั่วไปก่อนทำการวัดสายตา
โดย ดร.ปฐมา เชิดชูเกียรติสกุล Doctor of Optometry

จุดประสงค์ :

  • เพื่อประเมินคนไข้อย่างรวดเร็วในเรื่องสุขภาพ , การมองเห็น ( เช่น VA ) และ function ของการมองเห็น ( เช่น ระบบมองระยะใกล้ )
  • เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับระบบที่ไม่ได้ทดสอบในรายละเอียด
  • เพื่อทำการตรวจเจาะจงในจุดที่มีปัญหา

Points of Notes :

  • เป็นการ screening เท่านั้น ถ้าจะวินิจฉัยจะต้องมีการทดสอบอื่นเพื่อยืนยันความผิดปกติที่ตรวจพบ
  • ในการหาค่า ใช้การประเมินไม่ต้องละเอียดเกินไปเช่น การวัด NPC ไม่ต้องละเอียดขนาด 7.3 ซม. แค่เป็นค่าเต็มก็พอ
  • ในการทำต้องลื่นไหลและรวดเร็ว
  • บาง test ใช้เฉพาะเจาะจงกับบางช่วงอายุ เช่น
    • Amsler grid ใช้ตรวจคนไข้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคนหรือที่ VA แย่ลงโดยที่ทำ pinhole หรือแก้ไขค่าสายตาแล้วไม่ดีขึ้น ( กรณีนี้ Amsler grid ไม่ถือเป็น prelim แต่เป็นการตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัย )
    • Stereopsis ตรวจในเด็ก , วัยรุ่น และคนที่มีปัญหาในการดูใกล้ไม่ต้องตรวจเป็นประจำในผู้สูงอายุ
    • Amplitude of Accommodation ตรวจในเด็ก , วัยรุ่น และคนที่เริ่มจะมีปัญหาสายตายาวระยะใกล้ ( early presbyopes ) และคนที่มีปัญหาในการดูระยะใกล้แต่ไม่ต้องตรวจในคนที่ใส่เลนส์สองชั้น
  • ในการตรวจแต่ละอย่างจะมี back - up test หรือ Confirmatory test ถ้าตรวจพบความผิดปกติต้องตรวจด้วย back - up test อีกครั้ง
  • Prelim’s test
    Back - up / Confirmatory test
    External Slit - lamp
    Visual acuity Pinhole / OKN / Alt. Acuites
    Versions / EOMs Park 3 step / Lancaster screen
    Cover test Hirschberg / Maddox Rod
    Near Point of Convergence ( NPC ) Plus Lens Testing
    Near Point of Accommodation ( NPA ) NRA / PRA / BCC /Dynamic Ret.
    Stereopsis Worth Dot
    Color ( Ishihara ) HRR / D - 15
    Confrontation Perimetry
    Pupils Pharmacological Testing

ลำดับในการตรวจ : ไม่มีลำดับของใครถูกหรือผิด

อาจใช้การใส่แว่นถอดแว่นของคนไข้ และการที่ใครต้องถือที่ปิดตาเป็นตัวกำหนดลำดับการตรวจ และไม่ทำการตรวจที่กระตุ้น positive vergence ก่อนการตรวจที่ต้องการดูระบบปัจจุบันของตา เช่น ไม่ทำ NPC ก่อน Cover test
ลำดับการตรวจที่แนะนำใช้เกณฑ์ในการใส่แว่น , ถอดแว่น และใช้เกณฑ์ในการที่ต้องปิด เปิดไฟห้องเป็นตัวช่วยกำหนดการตรววจก่อนหลัง เพื่อให้การตรวจตรวจได้อย่างไหลลื่นต่อเนื่อง

Test
Rx
Lights
1. Visual acuity ไกล & ใกล้ ใส่แว่นแล้วถอดแว่น เปิดไฟสว่าง ( ไฟเพดาน + ไฟ stand )
2. External ถอดแว่น เปิดไฟสว่าง + Penlight
3. Pupils ถอดแว่น ไฟสลัวแล้วปิดไฟ
4. Versions / EOMs ถอดแว่น เปิดไฟสว่าง
5. Cover Test ไกล & ใกล้ ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
6. NPC ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
7. NPA ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
8. Stereopsis ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
9. Color ( Ishihara ) ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
10. ConfrontationVF ถอดแว่น เปิดเฉพาะไฟ stand

ความสะอาดในการตรวจ :

การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นในการตรวจนี้รวมถึงความสะอาดห้อง , อุปกรณ์ต้องสะอาด และทุกส่วนที่จะสัมผัสกับคนไข้ ( ที่วางคาง , ที่ปิดตา ) ต้องเช็ดฆ่าเชื้อ และผู้ตรวจก็ต้องดูสะอาด

  • ทุกครั้งก่อนทำการตรวจ ผู้ตรวจจะต้องล้างมือให้สะอาด
  • อุปกรณ์ทุกชิ้นที่จะสัมผัสคนไข้ อย่างน้อยต้องเช็ดด้วยแอลกอฮอลล์ก่อนใช้

External Observationผู้ตรวจควรเริ่มสังเกตตั้งแต่ตอนซักประวัติ

จุดประสงค์ : เพื่อบันทึกความผิดปกติที่เห็นได้

ความสว่างที่ใช้ : เปิดไฟสว่างทั้งห้องรวมถึงไฟ stand ส่องที่คนไข้ และใช้ penlight ส่องในจุดที่ต้องการดูรายละเอียด

สิ่งที่ต้องตรวจดู :

  • ท่าทาง , การเดิน , การเอียงศีรษะ
  • การพูดที่ผิดปกติและการเคลื่อนไหวของหน้า
  • ความเท่ากันของใบหน้า , ศีรษะ , ตา

การบันทึก : ถ้ามีความไม่สมส่วนให้บันทึก และวัดในสิ่งที่สามารถวัดได้ เช่น หนังตาตก

ตัวอย่าง : ใบหน้าไม่เท่ากันตาขวา และหูขวาสูงกว่าประมาณ 1 ซม. หรือ มีหนังตาตก : ตาขวาช่องตาเปิด 10 ซม. ตาซ้าย 6 ซม. หรือ ถ้าทุกอย่างปกติให้บันทึก ext : Symmetric , NAP ( No Apparent Pathology )

Entrance Visual Acuity

จุดประสงค์ :

เพื่อบันทึกความสามารถในการมองเห็นของแว่นเดิมหรือการมองเห็นเริ่มต้นก่อนการวัดสายตา และยังใช้ในการวัดผลของค่าสายตาใหม่หรือการรักษาจะต้องทำเป็นอันดับแรกทุกครั้งก่อนตรวจอย่างอื่น ยกเว้นกรณีที่ตาโดนสารเคมีจะต้องรักษาก่อนแล้วค่อยวัด VA

ความสว่างที่ใช้ :

ถ้าเป็น projector ใหม่เปิดไฟทั้งห้อง ถ้าเป็น projector เก่าปิดไฟเพดานเปิดไฟ stand สว่างเต็มที่ สำหรับวัด VA ระยะใกล้ เปิดไฟทั้งห้อง และไฟ stand ส่องที่ชาร์ตใกล้

ขั้นตอนการตรวจ :

ตรวจการมองเห็นปัจจุบันของคนไข้ ถ้าคนไข้ใส่แว่นมาให้วัด VA ใส่แว่นก่อน ถ้าคนไข้ไม่ใส่แว่นมาให้วัด VA ตาเปล่าก่อน

ปิดตาซ้าย , บอกคนไข้ไม่ต้องหรี่ตา และอ่านบรรทัดล่างสุดบนชาร์ตที่เขาสามารถอ่านได้

  • ถ้าคนไข้อ่านได้ครึ่งบรรทัดหรือน้อยกว่าให้เลื่อนขึ้นไปอ่านบรรทัดที่อยู่ข้างบนถัดไป
  • ถ้าคนไข้อ่านได้มากกว่าครึ่งบรรทัดให้บันทึกค่า VA ของบรรทัดนั้นลบจำนวนตัวที่อ่านผิด เช่น 20 / 20 - 2
  • ถ้าคนไข้อ่านผิดมากกว่าครึ่งบรรทัดให้บันทึกค่า VA ของบรรทัดที่อยู่ข้างบนถัดขึ้นไป และบวกจำนวนตัวที่อ่านถูกในบรรทัดนี้ เช่น VA cc OD 20 / 25 + 2
  • วัด VA จากตาขวา , ตาซ้าย แล้ววัด VA 2 ตา
  • สามารถบันทึก : VA cc OD 20 / 20

    OS 20 / 20
    OU 20 / 20
    หรือ บันทึกเป็นแถวเดียวกัน เช่น VA cc 20 / 20 - 1 , 20 / 20 - 1 , 20 / 20

  • ลำดับต้องเป็น ตาขวา , ตาซ้าย , 2ตา เสมอ z

  • ทำซ้ำที่ระยะใกล้ ( บันทึกระยะที่วัดกรณีที่ไม่ได้วัด VA ระยะใกล้ที่ 40 ซม. )
  • แล้วทำซ้ำวัด VA ระยะไกล , ระยะใกล้ โดยไม่ใส่แว่น ( หมายเหตุ : cc หมายถึง ใส่แว่นตรวจ , sc หมายถึง ไม่ได้ใส่แว่นตรวจ )
  • ถ้าคนไข้ไม่สามารถอ่านชาร์ตได้โดยไม่ใส่แว่นให้เขาเดินเข้าหาชาร์ตจนอ่านได้ และบันทึกระยะห่างจากชาร์ตถึงคนไข้ในระยะที่คนไข้เริ่มอ่านชาร์ตได้

การบันทึก :

VA sc OD 20 / 400 @ “ ระยะห่างจากชาร์ต ” เช่น OD 20 / 400 @ 1 เมตร

หมายเหตุ : VA ตาเปล่าไม่นิยมวัดในกรณีที่คนไข้เคยมาวัดประจำอยู่แล้ว แต่ต้องวัดเมื่อ

  • มาตรวจตาครั้งแรก
  • ได้รับบาดเจ็บหรือตาแดง
  • ข้าราชการ เช่น ตำรวจ , ทหาร

PinHole Visual Acuity : PH VAs

ถ้า VA ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือคนไข้อายุมากกว่า 60 และใส่แว่นวัด VA แล้ว VA ลดลง ก่อนที่จะตรวจอย่างอื่นต่อควรวินิจฉัยเบื้องต้นว่า VA ลดลงเนื่องจากค่าสายตาไม่ถูกต้องหรือลดลงเพราะสาเหตุอื่น ถ้าลดลงเพราะค่าสายตาก็สามารถวัดหาค่าสายตาก่อนตรวจสุขภาพตา ถ้าไม่ใช่ก็ต้องตรวจสุขภาพตาอันดับแรก ไม่ต้องเสียเวลาในการวัดสายตาถ้ามีโรคตาร่วม เช่น ต้อกระจก ถ้าการมองเห็นดีขึ้นเมื่อมองผ่าน Pinholes วินิจฉัยว่าปัญหาเกิดจากค่าสายตา ถ้าการมองเห็นไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อมองผ่าน Pinholes วินิจฉัยว่าเกิดจากพยาธิสภาพของตา

* การวัด VA ถ้าไม่สามารถวัดโดยชาร์ต สามารถประเมินการมองเห็นโดยวิธีอื่นดังนี้

  • Finger Count ( FC ) และระยะ เช่น FC @ 3´
  • Hand motion ( HM ) และระยะ
  • Projection of Light ( Proj.L ) และทิศทาง
  • Light Perception (LP)
  • No Light Perception ( NLP )
    “ ควรใช้หลอด halogen ในการตรวจ ”

* ระดับของการมองเห็น – ทุกระดับต้องแก้ไขด้วยค่าสายตาที่ดีที่สุดแล้ว

  • VA ดีกว่า 20 / 30 = การมองเห็นใกล้เคียงปกติ
  • 20 / 70 ถึง 20 / 200 = การมองเห็นบางส่วน

แก้ไขสายตาดีที่สุดได้ 20 / 400 = ตาบอดทางกฎหมาย หรือ VF < 20˚ ในมุมที่กว้างสุด = ตาบอดทางกฎหมาย
Pupils

อุปกรณ์ : ไม้วัดขนาดรูม่านตา และไฟฉาย

ความสว่างที่ใช้ : เริ่มจากเปิดไฟสว่างทั้งห้อง และถอดแว่น

  • เริ่มโดยให้คนไข้มองไปที่ระยะไกล เอาไฟส่องหน้าจากด้านข้าง บันทึกสี และรูปร่างของรูม่านตา จากนั้นใช้ไม้วัดขนาดรูม่านตาวางเทียบขนาดรูม่านตาของคนไข้ ( บันทึกละเอียดระดับ 0.5 มม. )
  • ลดความสว่างห้องลง วัดขนาดรูม่านตาในที่สลัว และตรวจ Direct และ Consensual responses

Direct และ Consensual responses

ความสว่างที่ใช้ : ปิดไฟเพดาน หรี่ไฟ stand ให้สลัว

  • ถือไฟฉายใต้ระดับสายตา ส่องทีละข้าง 2 - 3 วินาที บันทึกความเร็วในการหดตัวของรูม่านตา = Direct ให้คะแนน 0 - 4 ( 4 - หดตัวเร็วมาก , 0 - ไม่หดตัวเลย )
  • ถือไฟฉายส่องใต้ระดับสายตา คราวนี้สังเกตตาอีกข้างที่ไฟไม่ได้ส่อง ดูความเร็วในการหดตัวของรูม่านตา = Consensual

APD ( Afferent Pupillary Defect )

ความสว่างที่ใช้ : ปิดไฟทั้งหมด

  • ถือไฟฉายส่องใต้ระดับสายตาข้างหนึ่ง 2 - 3วินาที
  • แล้วสลับไปส่องตาอีกข้างทันทีใต้ระดับสายตา 3 - 5 วินาที สังเกตดูว่ารูม่านตาขยายออกหรือไม่เมื่อไฟส่องตาข้างนั้น ทำซ้ำ 3 ถึง 6 รอบ ถ้าสังเกตเห็นรูม่านตาขยายเมื่อไฟส่องตานั้นอยู่ให้บันทึก + APD และบันทึกว่าตาข้างไหนด้วย เช่น APD + OD หรือ APD – แต่ให้ระวัง “ Hippis ” Hippis คือ การที่รูม่านตาหด และขยายเป็นจังหวะ อันนี้เป็นอาการปกติ

Accommodative pupil response

ทดสอบโดยให้คนไข้มองเปลี่ยนระยะทันทีจากไกลมาวัตถุใกล้ที่อยู่ห่างประมาณ 10 ซม. จากหน้า รูม่านตาทั้ง 2 ข้างควรหดเท่า ๆ กัน บันทึก H ถ้าตอบสนอง โดยบันทึกตาขวาก่อน และตาซ้าย ตัวอย่างเช่น ACC : H / H ความเร็วในการหดตัวไม่สำคัญ แต่บางครั้งถ้ามันหดตัวเร็วมาก ๆ ให้บันทึก H 2 ตัว เช่น ACC : HH / HH

การบันทึก : สี : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น สี : น้ำตาล / น้ำตาล

รูปร่าง : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น รูปร่าง : กลม / กลม

ขนาด : สามารถบันทึกตาขวาทับตาซ้าย สำหรับขนาดในที่สว่าง และที่สลัว

L ( สว่าง )
D ( สลัว )
เช่น ขนาด : 5 mm / 5 mm 7 mm / 7mm

หรือบันทึกทีละตาโดยบันทึกสว่างทับสลัว

OD
OS
เช่น ขนาด : 5 mm /5 mm 7 mm / 7 mm

Direct และ Consensual responses : สามารถบันทึกตาขวาทับตาซ้ายสำหรับ Direct และ Consensual

เช่น D 3+ / 3+ , C 3+ 3+

หรือบันทึกทีละตาโดยบันทึก direct / consensual response

เช่น OD 3+ 3+ , OS 3+ 3+

ACC : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น ACC : H / H
APD : บันทึก + หรือ - ถ้า + ต้องบันทึกว่าข้างไหนด้วย เช่น APD : +OD หรือ APD : –

Extraocular Motility’s หรือ EOM หรือเรียกอีกอย่างว่า Versions

มองตรงไปข้างหน้าเรียก “ Primary Position ” Second Position เรียกว่า “ Cardinal field of gaze ” มี 6 ตำแหน่ง คำจำกัดความของ Cardinal field คือ ตำแหน่งที่มีกล้ามเนื้อตาหนึ่งอันเท่านั้นที่ทำงานเต็มที่ในตำแหน่งนั้น

ขั้นตอน : ทำโดยถอดแว่น และเปิดไฟสว่างหมด

  • ถือวัตถุที่ระยะ 40 ซม. จากคนไข้ และอยู่ในระดับสายตาคนไข้ บอกคนไข้ให้ศีรษะนิ่งอย่าขยับ และมองตามวัตถุโดยเคลื่อนไหวตาเท่านั้น วัตถุควรมีขนาดเล็กถึงปานกลางใหญ่แค่เพียงพอให้คนไข้มองเห็น และมองตามได้แม่นยำเท่านั้น
  • เคลื่อนไหววัตถุในรูปแบบ ‘ H ’ 2 ตัว เลื่อนวัตถุช้า ๆ โดยเลื่อนไปทางขวาของผู้ตรวจระดับสายตาคนไข้ไปจนถึงประมาณหูคนไข้ แล้วเลื่อนขึ้นด้านบน และลงด้านล่างประมาณความสูง 1 ศีรษะ เลื่อนต่อไปทางขวาอีกจนถึงประมาณระดับไหล่คนไข้หยุดแล้วเลื่อนขึ้น และลงอีกครั้ง
  • เลื่อนวัตถุผ่านระดับสายตาไปทางหูอีกข้าง สังเกตว่าคนไข้มองตามได้ดีแค่ไหนแล้วทำรูปแบบ ‘ H ’ อีกครั้งฝั่งขวาของคนไข้( ฝั่งซ้ายของผู้ตรวจ )
  • ถามคนไข้ว่ารู้สึกปวดตาหรือเห็นภาพซ้อนหรือไม่

สิ่งที่ต้องตรวจหา : ดูว่ามีตาข้างใดหรือทั้งสองข้างไม่สามารถมองตามวัตถุขึ้นหรือลงหรือคนไข้รู้สึกปวดตา ( pain ) หรือเห็นภาพซ้อน ( diplopia )

การบันทึก :

ถ้าพบปัญหาอันดับแรกต้องบันทึกตาข้างไหน และปัญหา เช่น ตาเลื่อนแบบกระตุก ( jerky movement ) , nystagmus , ทิศทางที่มองไปไม่ได้ และอันดับที่สองบันทึกทิศทางหรือบริเวณที่มองแล้วเกิดปัญหา เช่น ด้านซ้าย , ขวาบน เช่น

EOM : Full with nystagmus on far lateral gaze
EOM : Diplopia , Right eye lags on left superior gaze
EOM : S & F with pain reported in up gaze

Nystagmus ที่เกิดตอนมองด้านข้างไกลสุดเป็นปกติ ถ้ามองไปด้านข้างเกินกว่า 50˚ ( หรือมองขึ้นมากกว่า 30˚ ) เราเรียกว่า “ end - point nystagmus ” ถ้าพบในการตรวจปกติคุณอาจอยู่ใกล้คนไข้เกินไปหรือคนไข้อาจมีปัญหา inter nuclear ophthalmoplegia หรืออาจดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป

Cover Test ( C.T. )

จุดประสงค์ : เพื่อตรวจตาเหล่ซ่อนเร้น ( phoria ) หรือตาเหล่ตาเข ( tropia ) ว่ามีหรือไม่ มี 2 แบบ คือ

  • Screening หรือ Prelim จะใช้วิธีประเมินค่า น้อย , ปานกลาง , มาก
  • การวินิจฉัยจะใช้ prism bar ในการวัดค่า

ความสว่างที่ใช้: เปิดไฟสว่าง , ใส่แว่น

วัตถุที่ใช้เป็นเป้าตรวจ :

ระยะไกล – ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่า VA ของตาข้างที่แย่กว่า 1 บรรทัด
ระยะใกล้ – ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่า VA ระยะใกล้ของตาข้างที่แย่กว่า 1 บรรทัด

ขั้นตอนการตรวจ : มี 2 ส่วน

  • Cover - uncover สำหรับแต่ละตาเพื่อแยก Proria หรือ Tropia
  • Alternating cover test เพื่อประเมินขนาด และทิศทาง

Cover - uncover เปิดไฟสว่าง , ใส่แว่น

  • ให้คนไข้มองตัวอักษรที่ระยะไกล ( ขนาดใหญ่กว่า 1 บรรทัดของ VA ตาข้างที่แย่กว่า )
  • ปิดตาทีละข้าง และผู้ตรวจสังเกตตาข้างที่ไม่ได้ปิด ถ้ามีการเคลื่อนไหวระหว่างที่ตาอีกข้างถูกปิด แสดงว่าตาข้างนั้นไม่ได้มองที่วัตถุอยู่ก่อน = Strabismus ( ตาเหล่ )
  • ถ้าสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว ให้สังเกตตานั้นต่อเมื่อเอาที่ปิดตาออกจากตาอีกข้าง ถ้ามีการเคลื่อนไหวแสดงว่าตานั้นไม่สามารถจ้องวัตถุต่อได้ เท่ากับตานั้นเป็น “ Constant Tropia ”
  • ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวหลังจากเอาที่ปิดตาออก แสดงว่าตาแต่ละข้างสามารถใช้มองวัตถุได้แสดงว่าเป็น “ Alternating Tropia ”
  • ถ้าสังเกตไม่เห็นการเคลื่อนไหวเลยเมื่อปิดตาแต่ละข้างระหว่างที่ปิดตา = No Strabismus

Note : หลังจากเอาที่ปิดตาออก และสังเกตตาข้างที่เพิ่งถูกเปิดนี้ ถ้ามีการเคลื่อนไหวตาข้างนั้นตาเดียวนั่นเกิดจาก phoria ถ้าเป็น tropia ที่ใช้ตาอีกข้างมองวัตถุแทนอยู่ การเคลื่อนไหวของตาจะเคลื่อนทั้ง 2 ตาไปในทิศทางเดียวกัน

Alternating cover test

  • ให้คนไข้มองอักษรที่ระยะไกล
  • ปิดตาข้างหนึ่ง 2 - 3 วินาทีแล้วสลับไปปิดตาอีกข้างหนึ่งให้สังเกตตาข้างที่เพิ่งถูกเปิด
  • ค้างประมาณ 2 วินาทีแล้วสลับกลับ ทำซ้ำอย่างน้อย 3 รอบ ( สลับไปมาอย่างน้อย 6 ครั้ง)

สิ่งที่ต้องตรวจหา :

ถ้าตาเคลื่อน ออก เมื่อถูกเปิด หมายถึง มันอยู่ข้าง ใน เมื่อถูกปิดตา = ESO
ถ้าตาเคลื่อน เข้า เมื่อถูกเปิด หมายถึง มันอยู่ข้าง นอก เมื่อถูกปิดตา = EXO
ถ้าตาเคลื่อน ขึ้น เมื่อถูกเปิด หมายถึง มันอยู่ข้าง ล่าง เมื่อถูกปิดตา = Hypo
ถ้าตาเคลื่อน ลง เมื่อถูกเปิด หมายถึง มันอยู่ข้าง บน เมื่อถูกปิดตา = Hyper

ถ้าไม่เห็นการเคลื่อนไหว ถามคนไข้ว่าเห็นตัวอักษรเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ ถ้าเคลื่อนเคลื่อนไปทางเดียวกัน ( with ) หรือสวนทาง ( against ) กับที่ปิดตา ถ้าคนไข้สังเกตเห็นอักษรเคลื่อนแสดงว่ามี phoria เล็กมาก ( < 3∆ ) เราเรียกว่า “ phi ” movement และบันทึกค่า CT ซึ่งเป็นการบอกจากคนไข้มากกว่าที่เราสังเกตเห็น เช่น + phi “ with ”

การบันทึก :

ถ้าเป็นที่ระยะใกล้จะใช้สัญลักษณ์ ´ หลังชนิดที่พบ Tropia จะมี : R ( ตาขวา ) , L ( ตาซ้าย ) , Alt. ( สลับตา ) , หรือ Intermittent ( เป็นบางครั้ง ) ( Intermittent บันทึก ( T ) )

ตัวอย่าง :

C.T. ที่ระยะใกล้ – เปิดไฟสว่าง , ใส่แว่น

  • ถือวัตถุต่ำกว่าระดับสายตา และห่างจากคนไข้ประมาณ 40 ซม. หรือที่ระยะทำงานระยะใกล้ของคนไข้
  • แสงไฟสว่างให้คนไข้มองที่ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่กว่า VA ของตาข้างที่แย่กว่า 1 บรรทัด
  • ทำ Cover - Uncover test วิธีเหมือนระยะไกล

ก่อนทำ Alternating cover test ให้ปิดตา 1 ข้าง และค่อย ๆ เลื่อนวัตถุเป็นแนววงกลมให้คนไข้มองตาม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 2 ฟุต แล้วทำ alternate cover 3 รอบ และเลื่อนวัตถุอีกครั้งทุก 3 รอบของการทำ alternate cover test

การประเมินค่า :

Phoria : เคลื่อนน้อยสุด
3∆ = Hint
6∆ = Small
9∆ = Mod.
12∆ = Large

Note : Vertical phorias มักเล็กกว่าที่เห็น

Tropia:
Small 12 - 15∆ มักเป็น ( T ) และ VA ลดลง
Mod. 20 - 25∆
Large 35∆ Large ET
50∆ Large XT

ใช้ Prism bar หาค่า : ใส่แว่น,เปิดไฟสว่าง

  • ให้คนไข้มองวัตถุ ถือ prism bar วางหน้าตาข้าง non - dominate หรือตาข้างที่เหล่ในกรณีที่เป็น strabismus วาง prism ชี้ไปในทิศทางที่เหล่ออกไป
  • ทำ Alt. cover test ขณะค่อย ๆ เลื่อน prism ขึ้นไปทีละ 1 ขั้นในแต่ละรอบ
  • เลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นตาเคลื่อนกลับไปในทิศทางตรงข้ามหรือเคลื่อนกลับไปกลับมา
  • ลด prism ลง 1 ขั้น และบันทึกค่าที่ได้ และฐานของ prism

Near Point of Convergence ( NPC ) วัดความสามารถในการเบนตาเข้า ( convergence ) ของคนไข้

ความสว่างที่ใช้ : เปิดไฟสว่าง , ใส่แว่น

วัตถุที่ใช้เป็นเป้าตรวจ : ต้องเล็ก และมีรายละเอียดพอที่จะคงค่า accommodative ไว้ ดังนั้นคนไข้จะสามารถรู้ได้ทันทีที่เกิดภาพซ้อนขึ้น ขนาดวัตถุควรเป็นตัวอักษรขนาด 20 / 25 ถึง 20 / 40 หรือรูปภาพขนาดเล็กสำหรับเด็ก บางครั้งปลายปากกาก็ใช้ได้สำหรับ screening ถ้าคนไข้ไม่มีปัญหาการทำงานระยะใกล้ ควรตรวจซ้ำถ้าค่ามากกว่า 7 ซม.

ขั้นตอน : อันดับแรกควรบอกคนไข้ก่อนว่าคุณกำลังจะทำอะไร

  • วางวัตถุต่ำกว่าระดับสายตาคนไข้เล็กน้อย ประมาณ 30 ซม.ห่างจากจมูกคนไข้ บอกคนไข้ให้ตั้งใจมองวัตถุ และบอกออกมาเมื่อเห็นวัตถุแยกเป็น 2 ภาพ
  • ค่อย ๆ เลื่อนวัตถุเข้าใกล้จมูกคนไข้ประมาณ 3 - 4 ซม. ต่อวินาที
  • ถ้าคนไข้บอกว่าเห็น 2 ภาพให้หยุดแล้ววัดระยะห่างจากวัตถุจนถึงโคนจมูกเป็นซม. หรือหยุดถ้าคุณสังเกตเห็นตาคนไข้เลื่อนออกไปด้านข้างจุดนี้ คือ Break point
  • จากนั้นให้เลื่อนวัตถุกลับมาช้า ๆ จนกระทั่งคนไข้บอกว่าเห็นเป็นภาพเดียวอีกครั้ง จุดนี้ คือ Recovery point

การบันทึก : NPC : Break point / Recovery point
เช่น NPC : 7cm / 10cm หรือ NPC : BON ( Bridge of nose คือ ไม่มีภาพแตกเป็น 2 ภาพเลื่อนจนถึงจมูก ) ค่าที่ควรได้ : NPC : 3 cm / 5 cm ( +/- 4 cm ) ในคนที่อายุน้อยหรือน้อยกว่า 7 cm / 10 cm ในคนที่อายุมาก ( อายุ 20 ปลาย ) ทั่วไป 9 cm หรือน้อยกว่าถือว่าใช้ได้ ถ้ามากกว่า 18 cm ให้ดูว่าคนไข้ให้ความร่วมมือดีหรือไม่

Near Point of Accommodation ( NPA ) วัดความสามารถในการโฟกัสระยะใกล้ของคนไข้

วัตถุที่ใช้ : เหมือน NPC , อักษรขนาด 20 / 25 ถึง 20 / 40

ความสว่างที่ใช้ : เหมือน NPC , เปิดไฟสว่างหมดส่องที่วัตถุระยะใกล้

ขั้นตอน : อันดับแรกบอกคนไข้ก่อนว่าคุณกำลังจะทำอะไร

  • บอกคนไข้ปิดตาข้างซ้าย และจ้องที่ตัวอักษร ( ตัวอักษรใหญ่กว่า 1 บรรทัดของ VA ระยะใกล้ )
  • วางวัตถุต่ำกว่าระดับสายตาคนไข้เล็กน้อย บอกคนไข้ “ ให้มองให้ตัวอักษรชัดตลอดเวลาถ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวหนังสือเบลอให้บอก ” แล้วค่อย ๆ เลื่อนวัตถุเข้าใกล้คนไข้ ( ช้ากว่าทำ NPC เล็กน้อย )
  • ถ้าคนไข้บอกว่าเบลอ ถามคนไข้ว่าสามารถทำให้ชัดได้หรือไม่ ถ้าได้เลื่อนวัตถุเข้าไปอีก ถ้าไม่ได้วัดระยะห่างจากวัตถุถึงโคนจมูกเป็นซม.
  • ทำซ้ำโดยปิดตาข้างขวา
  • และ สุดท้ายทำซ้ำโดยเปิดทั้ง 2 ตา

การบันทึก : เป็น ซม. ตาขวา / ตาซ้าย / 2 ตา เช่น NPA : 9 cm / 9 cm /8 cm

ค่าที่ควรได้ : อายุน้อยกว่า 35 ปีควรได้ดีกว่า 12 ซม. ในแต่ละตา และควรเท่ากัน ( ต่างกันไม่เกิน 1 D ) และค่าของ 2 ตาควรดีกว่าประมาณ 0.5 ซม.ขึ้นไป ( 0.50 D ) ค่าที่ควรได้ขึ้นอยู่กับอายุ จากสูตรของ Hofstetter’s ค่าน้อยที่สุดที่ควรได้ ( minimum ) = 15 - 0.25 ( อายุ ) ค่าเฉลี่ยที่ควรได้ ( average ) = 18.5 - 0.3 ( อายุ )

Note : ค่ามากที่สุดที่เป็นไปได้เท่ากับ 25 D ( อย่าบันทึกมากกว่านี้ ถ้ามากกว่านี้เกิดจากคนไข้ไม่ตอบสนองการตรวจเท่าที่ควร )

Stereopsis or Stereoacuity

คำจำกัดความ : Stereopsis คือ การเกิด retinal disparity ที่น้อยที่สุดที่ยังสามารถรับรู้แยกแยะได้ การรู้สึกถึงความลึก การทดสอบ stereopsis ต้องการให้แต่ละตาเห็นอย่างน้อย 2 วัตถุจากมุมที่ต่างกัน

  • วัตถุหนึ่งต้องอยู่บน Horopter และวัตถุอื่น ๆ อยู่ภายนอก
  • นี่จะทำให้เกิด retinal disparity ก็คือวัตถุจะเห็นอยู่ในระนาบที่ต่างกัน ‘ cross diplopia ’
  • สมองจะแปลการอยู่ในระนาบที่ต่างกันนี้เป็นความลึก

ความสามารถของคนไข้ที่จะรู้สึกถึง retinal disparity ที่เล็กนี้ขึ้นอยู่กับความคมชัดของภาพบนจอประสาทตาในแต่ละตา และการวางตำแหน่งของตาเป็น preliminary assessment ที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการประเมินระบบการมองเห็น

Stereopsis ใช้ตรวจเมื่อ :

  • จำเป็นสำหรับบางอาชีพ เช่น ตำรวจ , นักบิน , ทหาร ระยะทางที่ทำให้ stereopsis เริ่มไม่มีประโยชน์สำหรับ 20 sec of arc คือ 660 ม. ( คนทั่วไปค่าอยู่ที่ 20 sec of arc )
  • ใช้สำหรับวินิจฉัยความผิดปกติการทำงานร่วมกัน 2 ตา ( binocular )
    • Constant strabismus มี 0 Randot Stereograph แต่อาจมี line stereopsis
    • Intermittent strabismus มักมี Randot Stereograph ลดลงหรือไม่มีที่ระยะของ tropia
    • Nonstrabismus มักมี Randot Stereograph ปกติถึงลดลงที่ระยะใกล้ และปกติที่ระยะไกล
    • Amblyopia มี stereopsis ลดลง ( โดยเฉพาะ Randot Stereograph )
  • ใช้ในการรักษาความผิดปกติ binocular
    • Suppression ลดลง
    • ควบคุมการตอบสนองของคนไข้ที่เชื่อถือได้
    • วัดผลที่ดีขึ้นของการรักษา
  • ใช้ในการทำนายผลการรักษาของโรคก่อนเริ่มรักษา
    • ถ้ามี stereopsis บ้างพยากรณ์ของโรคจะดีกว่า
    • ถ้า stereopsis เพิ่มขึ้นเมื่อแก้ไขด้วยเลนส์แว่นตา คนไข้มักจะปรับตัวได้ดีกว่า
    • ใช้ในการวินิจฉัยระบบประสาทบางอย่าง เช่น R posterior cerebral lesions

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ stereopsis :

  • เด็กทุกคน
  • ผู้ใหญ่ช่วงต้นที่มีปัญหาจากการอ่าน
  • เมื่อต้องวิเคราะห์ binocular ( ไม่สามารถบอกใน A & P ได้ว่า “ Binocular vision full and normal” ถ้าไม่ได้ตรวจ stereopsis
    Stereopsis test มี 2 แบบคือ Contour Stereographs ( Line) และ Randot Stereograph ( RDS) Stereopsis test ออกแบบมาเพื่อจำกัดการเห็นความลึกที่เกิดจากตาเดียว ( monocular clues ) เช่น motion parallax , ขนาด , เงา

ชนิดของทดสอบที่ใช้ : Contour Stereographs ( Line ) มี monocular clues บ้าง Randot Stereograph ( RDS ) ไม่มี monocular clues ( ยากกว่า )

ที่ระยะไกล :

  • Wirt - circle, Lined – ต้องใช้ Vectographic slide ร่วมกับ Polaroid filters ในเครื่องวัดสายตา
  • Random Dot E – ใช้ 3 x 5 Randot Stereographs

ที่ระยะใกล้ :

  • Stereo Fly Book , Line ( ชื่อเดิม Timus Fly )
  • Randot Stereo Book, RDS & Wirt - circles
  • Stereo Butterfly Book , RD gross target & Wirt - circles
  • Stereo reindeer Book , Line
  • TNO ( Anaglyph test ) Plates of RD’s in red & green
  • อื่น ๆ ; Frisby , Lang Plates of RD’s ไม่ต้องใช้แว่นร่วม ( no dissociate glass )

ขั้นตอน : ใส่แว่น , เปิดไฟสว่างหมด ไฟ stand ส่องที่ stereograms , ระยะที่ใช้ตรวจ 40 ซม. ใส่แว่นโพราลอยด์ทับแว่นสายตาถ้ามีแว่นสายตา

Stereo Fly Test Book Contour stereograph มี 3 ส่วน

  • แมลงวันตัวใหญ่วัด stereopsis อย่างหยาบ ค่าเท่ากับ 3000 sec of arc ให้คนไข้จับปีกของแมลงวัน – ถ้าจับปีกในอากาศสูงกว่าหนังสือมี stereo – ถ้าจับที่หนังสือไม่มี stereo แล้วให้ถามคนไข้ว่าเห็น R หรือ L ในช่องด้านล่างเพื่อตรวจว่ามีการ suppression หรือไม่
  • ภาพสัตว์ – ใช้ทดสอบในเด็กจะมีขนาด 400 / 200 / 100 sec of arc ( 120 sec of arc ถือว่าผ่านสำหรับเด็ก ) ถามว่าสัตว์ตัวไหนลอยออกมาจากหน้าหนังสือหรืออยู่ใกล้มากกว่า ห้ามใช้คำว่ากระโดด ถ้าผิด 1 แถวถือว่าเกือบไม่ผ่าน ถ้าผิดมากกว่า 1 แถวถือว่าไม่ผ่าน
  • Wirt circle – ค่าจะอยู่ 800 ถึง 40 sec of arc ถามว่าวงกลมอันไหนใกล้กว่าหรือลอยออกมา หยุดเมื่อคนไข้ผิด 2 ข้อติดกัน
    ค่าที่คาดหวังจากการตรวจ Fly’s Wirt circles คือ 40 sec of arc สำหรับผู้ใหญ่ ถ้าตอบได้ 7 จาก 9 ข้อหรือ 60 sec of arc ถือว่าไม่ผ่าน

การบันทึก : บันทึกเป็น sec of arc หรือจำนวนข้อที่ได้ , แบบทดสอบที่ใช้ และระยะที่ใช้

ตัวอย่าง – Stereopsis : 50 sec of arc ( หรือ 8 / 9 กรณีไม่รู้ค่าเฉลย) Method Fly N´

Randot ( RD ) Book มี 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 – 8 RD ค่าอยู่ที่ 660 sec of arc

  • ถามคนไข้ให้บอกรูปร่างของภาพอันใดอันหนึ่ง เช่น E หรือ + ต้องการเพียง 1 รูปจาก 4 รูปข้างบน และ 1 รูปจาก 4 รูปข้างล่างเพื่อผ่านส่วนนี้

ส่วนที่ 2 – รูปสัตว์ใช้สำหรับทดสอบเด็ก เหมือนกับของ Fly
ส่วนที่ 3 – Wirt circle 400 sec ถึง 20 sec of arc วิธีการเหมือน Wirt circle ของ Fly

Random Dot Eตรวจระยะไกลหรือใกล้เป็นการตรวจอย่างหยาบ

  • มีบัตรขนาด 3 x 5 3 ใบเป็น Demo 1 ใบ , ไม่มีอะไรข้างใน 1 ใบ และมี E 1 ใบ
  • มีระยะทดสอบ 50 ซม. ถ้าสามารถชี้บัตรที่มี E ได้ 4 จาก 6 ครั้ง ให้ถอยระยะตรวจเป็น 1.5 ถึง 2 ม. ถ้าผ่าน 4 ใน 6 อีก
  • ใช้ในการ screening เด็ก ใช้ได้ดีในการวินิจฉัย Amblyopia
  • ข้อเสีย คือ ที่ 50 ซม.ค่าจะเท่ากับ 500 sec of arc ต้องตรวจที่ระยะ 4 ม. ถึงจะได้ 50 sec of arc

Color Vision Testing

ทางคลินิกใช้ :

  • ใช้จำแนกตาบอดสีจากกรรมพันธุ์
  • ใช้วินิจฉัยความบกพร่องของการมองเห็นสี
  • ใช้จำแนกตาบอดสีที่เกิดภายหลัง
  • ประเมินการทำงานของ macular function
  • ประเมินความสามารถในการแยกแยะสี

ใช้ตรวจเมื่อ :

  • ตรวจเด็ก ( โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย )
  • ผู้ใหญ่ตอนต้น ( ก่อนขับรถ )
  • ช่างไฟฟ้า และช่างโทรศัพท์
  • คนทำงานในแล็บโรงพยาบาล
  • ผู้สูงอายุที่ทานยาอยู่หลายตัว
  • คนไข้ที่ VA ลดลง และทดสอบ pinhole ก็ไม่ดีขึ้น

Background : ประชากรที่เป็นตาบอดสีจากกรรมพันธุ์มีประมาณ 4 % ของประชากร ซึ่งเป็นผู้ชายถึง 95 % ขึ้นกับเชื้อชาติ

  • ส่วนมากจะบอดสีเขียว - แดง ถ้าบอดสีเขียวเรียก Deutan ( พบมากที่สุด 95% ) , ถ้าบอดสีแดงเรียก Protan ( 4% ) , ถ้าบอดสีน้ำเงินเรียก Tritan ( พบน้อย < 1% )
  • สามารถผิดปกติ ( บางส่วนหรือเห็นสีบกพร่อง ) หรือ Dichomatic ( หายไป 1 สีหรือเห็นแค่ 2 สีจาก 3 สี ) ดังนั้น Protanope = บอดสีแดง Protananormalous = สีแดงบกพร่อง
  • คำว่า “ ตาบอดสี ” เป็นการใช้คำผิด คนที่มีปัญหาจะเห็นสีต่างจากคนทั่วไป เฉพาะ rod monochromates ( เสียหายทั้ง 3 สี ) ถึงจะเป็นตาบอดสีที่แท้จริง และยังตาบอดตามกฎหมายด้วยเนื่องจากการมองเห็นในเวลากลางวันจะแย่
  • Deutans ( บอดสีเขียว ) จะสับสนระหว่างสีม่วง และสีฟ้าม่วง , สีชมพู และสีเขียวทึม , สีม่วงแดงเข้ม และสีน้ำตาล , สีน้ำตาล และสีเขียว , สีส้ม และสีเหลือง
  • Protans ( บอดสีแดง ) จะสับสนระหว่างสีม่วง และสีฟ้าม่วง , สีม่วงแดงเข้ม และสีเทา , สีน้ำตาล และสีแดง , สีเหลืองเขียว และสีเหลือง

มีลักษณะการทดสอบ 2 แบบ :

  • Pseudoisochromatic plates
    • เป็นสมุดที่มีหมายเลข ( หรือรูปทรง )ที่ประกอบจากจุดสีต่าง ๆ
    • ถ้ามีความผิดปกติจะทำให้สับสนไม่สามารถเห็นตัวเลขที่ประกอบจากจุดสีได้
    • จะมีแผ่นอยู่ 4 แบบ
      • Vanishing Figure – ถ้าตาบอดสีจะไม่เห็นหมายเลข
      • Transformed Figure – จะเห็นหมายเลขต่างจากคนปกติ
      • Hidden Digit Figure – คนปกติจะไม่เห็นหมายเลข
      • Qualitatively Dx Figure – คล้าย Vanishing Figure แต่อ่านยากกว่า
  • Color Arrangement tests
    • เป็นเม็ดสีต่าง ๆ ที่มีหลายเฉดสีเข้มอ่อน
    • คนไข้ต้องเรียงลำดับเฉดสี
    • ใช้ในการวินิจฉัยได้ดีกว่าแบบ plates ใช้เวลาทดสอบนานกว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่า

    ขั้นตอน : ใส่แว่น , เปิดไฟเพดาน , ระยะทดสอบ 50 ซม.

    • ให้คนไข้ปิดตา 1 ข้าง ( การทดสอบทำทีละตาเสมอ )
    • บอกคนไข้ให้อ่านหมายเลขในแต่ละแผ่นแล้วทำซ้ำกับตาอีกข้างหนึ่ง
    • สังเกตการณ์อ่านผิดว่าคนไข้อ่านได้ถูกต้องหรือถ้าตาบอดสีจะเห็นเป็นเลขใด ( ดูจากคู่มือเฉลย ) เช่น แผ่นที่ 2 Ishihara คนปกติจะอ่านเลข 8 ถ้าตาบอดสีจะอ่านผิดเป็นเลข 3
    • การให้คะแนนจะเป็นจำนวนแผ่นที่อ่านถูก / จำนวนแผ่นทั้งหมดที่ใช้ทดสอบในแต่ละตา

    การบันทึก : Color : OD 12 / 13 , OS 11 / 13 Method Ishihara

    การวินิจฉัย : ขึ้นกับ Plate ที่ใช้ ส่วนมากจะสามารถแค่ screen ที่มีปัญหาเขียว - แดง การทดสอบที่จะช่วยในการวินิจฉัยมักใช้ 100 - hue , Nesl Anomaloscope หรือ HRR set

    ตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง :

    • 70% ของคนไข้ที่มีโรคตาหรือระบบร่างกายจะมีตาบอดสี
    • ส่วนมากจะเป็นสีน้ำเงิน ( Tritan ) 80% ( nerve fiber layer )
    • เพิ่ม % ในคนไข้ที่ใช้ยารักษาโดยมากเป็นสัญญาณจากพิษของยา
    • สามารถใช้ในการติดตามผลของระยะของโรค
    • ในต้อหินจะเพิ่มการเสียหายของสีน้ำเงิน ในกรณีเป็นมากขึ้น ปัจจุบันใช้ “ blue field ” perimetry ตรวจ
    • ในเบาหวานจะเพิ่มการเสียหายของสีน้ำเงิน - เหลืองกับจอประสาทตาที่เปลี่ยนแปลง
    • ตาบอดสีที่เกิดภายหลังจะต้องทดสอบด้วย HRR หรือ Standard PIP vol#2

Screening Visual Fields

จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมี field เสียหายขนาดใหญ่เท่านั้นไม่สามารถตรวจพบการเสียหายเริ่มต้นที่เกิดจากโรคได้

PDF Download

Language

ไทยEnglishDeutsch中文日本語РусскийSvenskaFrançaisEspañolDutchالعربية

ศูนย์แว่นตาไอซอพติก แจ้งกำหนดปิดทำการประจำปี

เทศกาลปีใหม่ ปิดทำการ วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2017 ถึง วันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2018 เปิดทำการตามปกติ วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018 เวลา 11:00 น.

ฝึกอบรมพนักงานประจำปี 2018
ปิดทำการ วันอังคารที่ 13 ถึง วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม 2018
และจะเปิดทำการตามปกติ วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2018
เวลา 11:00 น. ถึง 19:00 น.

สายด่วน โทร : 081-538-4200

» รายละเอียดแผนที่และการเดินทาง

ศูนย์แว่นตาไอซอพติก
89 อาคารเอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ชั้น 2 ห้อง 208
ถ. รัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

เปิดวันอังคาร - วันเสาร์ เวลา 11:00 - 19:00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันจันทร์

สอบถามข้อมูลและนัดวัดสายตา
โทร : 086-565-5711 , 086-970-0794 , 063-994-1998
( เพื่อให้ได้รับคุณภาพการบริการในระดับสูงสุด กรุณานัดล่วงหน้า 3 วัน )

LINE ID : @isoptik
Website : www.isoptik.com
Facebook : www.facebook.com/isoptik
Email : isoptik@gmail.com

สายด่วน อาจารย์โบบิ โทร : 081-538-4200 ทุกวัน เวลา 11:00 น. - 19:00 น.
LINE ID : masterbobi
Facebook : www.facebook.com/masterbobi
Email : masterbobie@gmail.com


รับฟรี Blu - ray หรือ DVD ISOPTIK EYECARE วีดีโอรายการสุขภาพสายตาเพื่อคุณภาพการมองเห็นระดับไฮเอนด์ ของศูนย์แว่นตาไอซอพติก SMS ชื่อ - ที่อยู่ มาที่ 086-565-5711 , 086-970-0794 , 063-994-1998