Language

THAI ENGLISH GERMAN  CHINESE JAPANESE RUSSIA
SWEDISH FRANCAIS  ITALIANO SPANISH DUTCH ARABIC

สุขภาพสายตา

ความรู้คู่สายตา
จอประสาทตา
สายตาสั้น
ใครคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการวัด..
การเจริญเติบโตของลูกตาในเด็ก
ต้อหิน
การดูแลสุขภาพสายตาเบื้องต้น
ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก
ภูมิแพ้เยื่อบุตา
ภูมิแพ้เยื่อบุตาชนิด vernal
การตรวจตาในเด็ก
การรักษาตาขี้เกียจ
ต้อเนื้อต้อลม
ตาแดงในเด็กแรกเกิด
สิ่งแปลกปลอมที่กระจกตา
อาการมองเห็นจุดดำ หรือลูกน้ำลอยไปมา
ความผิดปรกติของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน
ความสามารถในการมองเห็น
ต้อกระจก
ตาแห้ง
เส้นเลือดดำในตาอุดตัน
สารเคมีเข้าตา
ปัญหาเกี่ยวกับหนังตาที่พบได้บ่อย
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 1
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 2
กระจกตาติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 1
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 2
โรคจอประสาทตาเสื่อม : 1
เปลือกตาอักเสบ
ต้อกระจก และการรักษา
การวัดสายตาและการให้ค่าสายตาคนสายตาสั้น
สายตายาวผู้สูงอายุ (Presbyopia)
โรคงูสวัดกับดวงตา
การตรวจเบื้องต้น (Preliminary Tests)
ต้อหินจากการใช้ยา
จุดรับภาพจอประสาทตาเป็นรู
จอประสาทตาผิดปรกติในเด็กคลอดก่อนกำหนด
Computer vision syndrome
จุดรับภาพจอประสาทตาบวม
ต้อหินแต่กำเนิด
จอประสาทตาหลุดลอก
ตาแดงจากเชื้อไวรัส
ท่อน้ำตาอุดตัน
หนังตาตก
ต้อกระจกแต่กำเนิด
โรคเริมในดวงตา
มะเร็งจอประสาทตา



การตรวจเบื้องต้น (Preliminary Tests)



โดย ดร.ปฐมา เชิดชูเกียรติสกุล Doctor of Optometry ประจำศูนย์แว่นตาไอซอพติก

เป็นการตรวจการทำงานของตาทั่วไปก่อนทำการวัดสายตา

จุดประสงค์ :

1. เพื่อประเมินคนไข้อย่างรวดเร็วในเรื่องสุขภาพ, การมองเห็น(เช่น VA) และ function ของการมองเห็น(เช่น ระบบมองระยะใกล้)
2. เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับระบบที่ไม่ได้ทดสอบในรายละเอียด
3. เพื่อทำการตรวจเจาะจงในจุดที่มีปัญหา

Points of Notes :

1. เป็นการ screening เท่านั้น ถ้าจะวินิจฉัยจะต้องมีการทดสอบอื่นเพื่อยืนยันความผิดปกติที่ตรวจพบ
2. ในการหาค่า ใช้การประเมินไม่ต้องละเอียดเกินไปเช่น การวัด NPC ไม่ต้องละเอียดขนาด 7.3 ซม.แค่เป็นค่าเต็มก็พอ
3. ในการทำต้องลื่นไหลและรวดเร็ว
4. บาง test ใช้เฉพาะเจาะจงกับบางช่วงอายุ เช่น

  • Amsler grid ใช้ตรวจคนไข้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน หรือที่ VA แย่ลงโดยที่ทำ pinhole หรือแก้ไขค่าสายตาแล้วไม่ดีขึ้น(กรณีนี้ Amsler grid ไม่ถือเป็น prelim แต่เป็นการตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัย)
  • Stereopsis ตรวจในเด็ก,วัยรุ่นและคนที่มีปัญหาในการดูใกล้ไม่ต้องตรวจเป็นประจำในผู้สูงอายุ
  • Amplitude of Accommodation ตรวจในเด็ก, วัยรุ่น และคนที่เริ่มจะมีปัญหาสายตายาวระยะใกล้(early presbyopes)และคนที่มีปัญหาในการดูระยะใกล้แต่ไม่ต้องตรวจในคนที่ใส่เลนส์สองชั้น

5. ในการตรวจแต่ละอย่างจะมี back-up test หรือ Confirmatory test ถ้าตรวจพบความผิดปกติต้องตรวจด้วย back-up test อีกครั้ง

Prelim’s test
Back-up/Confirmatory test
External Slit-lamp
Visual acuity Pinhole/OKN/Alt. Acuites
Versions/EOMs Park 3 step/Lancaster screen
Cover test Hirschberg/Maddox Rod
Near Point of Convergence(NPC) Plus Lens Testing
Near Point of Accommodation(NPA) NRA/PRA/BCC/Dynamic Ret.
Stereopsis Worth Dot
Color(Ishihara) HRR/D-15
Confrontation Perimetry
Pupils Pharmacological Testing

ลำดับในการตรวจ : ไม่มีลำดับของใครถูกหรือผิด

อาจใช้การใส่แว่นถอดแว่นของคนไข้และการที่ใครต้องถือที่ปิดตาเป็นตัวกำหนดลำดับการตรวจ และไม่ทำการตรวจที่กระตุ้น positive vergence ก่อนการตรวจที่ต้องการดูระบบปัจจุบันของตา เช่นไม่ทำ NPC ก่อน Cover test
ลำดับการตรวจที่แนะนำใช้เกณฑ์ในการใส่แว่น, ถอดแว่น และใช้เกณฑ์ในการที่ต้องปิด เปิดไฟห้องเป็นตัวช่วยกำหนดการตรววจก่อนหลัง เพื่อให้การตรวจตรวจได้อย่างไหลลื่นต่อเนื่อง

Test
Rx
Lights
1. Visual acuity ไกล&ใกล้ ใส่แว่นแล้วถอดแว่น เปิดไฟสว่าง(ไฟเพดาน+ไฟstand)
2. External ถอดแว่น เปิดไฟสว่าง+Penlight
3. Pupils ถอดแว่น ไฟสลัวแล้วปิดไฟ
4. Versions/EOMs ถอดแว่น เปิดไฟสว่าง
5. Cover Test ไกล&ใกล้ ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
6. NPC ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
7. NPA ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
8. Stereopsis ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
9. Color (Ishihara) ใส่แว่น เปิดไฟสว่างส่องวัตถุที่ใช้ตรวจ
10. ConfrontationVF ถอดแว่น เปิดเฉพาะไฟ stand

ความสะอาดในการตรวจ :

การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นในการตรวจนี้รวมถึงความสะอาดห้อง, อุปกรณ์ต้องสะอาดและทุกส่วนที่จะสัมผัสกับคนไข้(ที่วางคาง, ที่ปิดตา)ต้องเช็ดฆ่าเชื้อ และผู้ตรวจก็ต้องดูสะอาด

  • ทุกครั้งก่อนทำการตรวจ ผู้ตรวจจะต้องล้างมือให้สะอาด
  • อุปกรณ์ทุกชิ้นที่จะสัมผัสคนไข้ อย่างน้อยต้องเช็ดด้วยแอลกอฮอลล์ก่อนใช้

External Observation ผู้ตรวจควรเริ่มสังเกตตั้งแต่ตอนซักประวัติ

จุดประสงค์ : เพื่อบันทึกความผิดปกติที่เห็นได้

ความสว่างที่ใช ้: เปิดไฟสว่างทั้งห้องรวมถึงไฟ stand ส่องที่คนไข้และใช้ penlight ส่องในจุดที่ต้องการดูรายละเอียด

สิ่งที่ต้องตรวจดู :

  1. ท่าทาง, การเดิน, การเอียงศีรษะ
  2. การพูดที่ผิดปกติและการเคลื่อนไหวของหน้า
  3. ความเท่ากันของใบหน้า, ศีรษะ,ตา

การบันทึก : ถ้ามีความไม่สมส่วนให้บันทึกและวัดในสิ่งที่สามารถวัดได้ เช่นหนังตาตก

ตัวอย่าง : ใบหน้าไม่เท่ากันตาขวาและหูขวาสูงกว่าประมาณ 1 ซม. หรือ มีหนังตาตก : ตาขวาช่องตาเปิด 10 ซม. ตาซ้าย 6 ซม. หรือ ถ้าทุกอย่างปกติให้บันทึก ext: Symmetric, NAP (No Apparent Pathology)

Entrance Visual Acuity

จุดประสงค์ :

เพื่อบันทึกความสามารถในการมองเห็นของแว่นเดิมหรือการมองเห็นเริ่มต้นก่อนการวัดสายตา และยังใช้ในการวัดผลของค่าสายตาใหม่หรือการรักษาจะต้องทำเป็นอันดับแรกทุกครั้งก่อนตรวจอย่างอื่น ยกเว้นกรณีที่ตาโดนสารเคมีจะต้องรักษาก่อนแล้วค่อยวัด VA

ความสว่างที่ใช้ :

ถ้าเป็น projector ใหม่เปิดไฟทั้งห้อง ถ้าเป็น projector เก่าปิดไฟเพดานเปิดไฟ stand สว่างเต็มที่ สำหรับวัด VA ระยะใกล้ เปิดไฟทั้งห้องและไฟstand ส่องที่ชาร์ตใกล้

ขั้นตอนการตรวจ :

ตรวจการมองเห็นปัจจุบันของคนไข้ ถ้าคนไข้ใส่แว่นมาให้วัด VA ใส่แว่นก่อน ถ้าคนไข้ไม่ใส่แว่นมาให้วัด VA ตาเปล่าก่อน

 ปิดตาซ้าย, บอกคนไข้ไม่ต้องหรี่ตาและอ่านบรรทัดล่างสุดบนชาร์ตที่เขาสามารถอ่านได้

  • ถ้าคนไข้อ่านได้ครึ่งบรรทัดหรือน้อยกว่าให้เลื่อนขึ้นไปอ่านบรรทัดที่อยู่ข้างบนถัดไป
  • ถ้าคนไข้อ่านได้มากกว่าครึ่งบรรทัดให้บันทึกค่า VA ของบรรทัดนั้นลบจำนวนตัวที่อ่านผิด เช่น 20/20-2
  • ถ้าคนไข้อ่านผิดมากกว่าครึ่งบรรทัดให้บันทึกค่า VA ของบรรทัดที่อยู่ข้างบนถัดขึ้นไปและบวกจำนวนตัวที่อ่านถูกในบรรทัดนี้ เช่น VA cc OD 20/25+2
  • วัด VA จากตาขวา, ตาซ้าย แล้ววัด VA 2 ตา
  • สามารถบันทึก : VA cc OD 20/20

    OS 20/20
    OU 20/20
    หรือ บันทึกเป็นแถวเดียวกัน เช่น VA cc 20/20-1, 20/20-1, 20/20

  • ลำดับต้องเป็น ตาขวา, ตาซ้าย, 2ตา เสมอ z

  • ทำซ้ำที่ระยะใกล้(บันทึกระยะที่วัดกรณีที่ไม่ได้วัด VA ระยะใกล้ที่ 40ซม.)
  • แล้วทำซ้ำวัด VA ระยะไกล, ระยะใกล้ โดยไม่ใส่แว่น (หมายเหตุ: cc หมายถึงใส่แว่นตรวจ, sc หมายถึงไม่ได้ใส่แว่นตรวจ)
  • ถ้าคนไข้ไม่สามารถอ่านชาร์ตได้โดยไม่ใส่แว่นให้เขาเดินเข้าหาชาร์ตจนอ่านได้และบันทึกระยะห่างจากชาร์ตถึงคนไข้ในระยะที่คนไข้เริ่มอ่านชาร์ตได้

การบันทึก :

VA sc OD 20/400 @ “ระยะห่างจากชาร์ต” เช่น OD 20/400 @ 1เมตร

หมายเหตุ : VA ตาเปล่าไม่นิยมวัดในกรณีที่คนไข้เคยมาวัดประจำอยู่แล้ว แต่ต้องวัดเมื่อ

  1. มาตรวจตาครั้งแรก
  2. ได้รับบาดเจ็บหรือตาแดง
  3. ข้าราชการ เช่น ตำรวจ, ทหาร

PinHole Visual Acuity: PH VAs

ถ้า VA ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือคนไข้อายุมากกว่า 60 และใส่แว่นวัด VA แล้ว VA ลดลง ก่อนที่จะตรวจอย่างอื่นต่อควรวินิจฉัยเบื้องต้นว่า VA ลดลงเนื่องจากค่าสายตาไม่ถูกต้องหรือลดลงเพราะสาเหตุอื่น ถ้าลดลงเพราะค่าสายตาก็สามารถวัดหาค่าสายตาก่อนตรวจสุขภาพตา ถ้าไม่ใช่ก็ต้องตรวจสุขภาพตาอันดับแรกไม่ต้องเสียเวลาในการวัดสายตาถ้ามีโรคตาร่วมเช่น ต้อกระจก ถ้าการมองเห็นดีขึ้นเมื่อมองผ่าน Pinholes วินิจฉัยว่าปัญหาเกิดจากค่าสายตา ถ้าการมองเห็นไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อมองผ่าน Pinholesวินิจฉัยว่าเกิดจากพยาธิสภาพของตา

*การวัด VA ถ้าไม่สามารถวัดโดยชาร์ต สามารถประเมินการมองเห็นโดยวิธีอื่นดังนี้

  1. Finger Count (FC) และระยะ เช่น FC @ 3´
  2. Hand motion (HM) และระยะ
  3. Projection of Light (Proj.L) และทิศทาง
  4. Light Perception (LP)
  5. No Light Perception (NLP)
    “ควรใช้หลอด halogen ในการตรวจ”

*ระดับของการมองเห็น – ทุกระดับต้องแก้ไขด้วยค่าสายตาที่ดีที่สุดแล้ว

  1. VA ดีกว่า 20/30 = การมองเห็นใกล้เคียงปกติ
  2. 20/70 ถึง 20/200 = การมองเห็นบางส่วน

แก้ไขสายตาดีที่สุดได้ 20/400 = ตาบอดทางกฎหมาย หรือ VF < 20˚ ในมุมที่กว้างสุด = ตาบอดทางกฎหมาย

Pupils

อุปกรณ์ : ไม้วัดขนาดรูม่านตา และไฟฉาย

ความสว่างที่ใช้ : เริ่มจากเปิดไฟสว่างทั้งห้อง และถอดแว่น

  1. เริ่มโดยให้คนไข้มองไปที่ระยะไกล เอาไฟส่องหน้าจากด้านข้าง บันทึกสีและรูปร่างของรูม่านตา จากนั้นใช้ไม้วัดขนาดรูม่านตาวางเทียบขนาดรูม่านตาของคนไข้ (บันทึกละเอียดระดับ 0.5มม.)
  2. ลดความสว่างห้องลง วัดขนาดรูม่านตาในที่สลัว และตรวจ Direct และ Consensual responses

Direct และ Consensual responses

ความสว่างที่ใช้ : ปิดไฟเพดาน หรี่ไฟstandให้สลัว

  1. ถือไฟฉายใต้ระดับสายตา ส่องทีละข้าง 2-3 วินาที บันทึกความเร็วในการหดตัวของรูม่านตา = Direct ให้คะแนน 0-4 (4-หดตัวเร็วมาก, 0-ไม่หดตัวเลย)
  2. ถือไฟฉายส่องใต้ระดับสายตา คราวนี้สังเกตตาอีกข้างที่ไฟไม่ได้ส่อง ดูความเร็วในการหดตัวของรูม่านตา = Consensual

APD (Afferent Pupillary Defect)

ความสว่างที่ใช ้: ปิดไฟทั้งหมด

  1. ถือไฟฉายส่องใต้ระดับสายตาข้างหนึ่ง 2-3วินาที
  2. แล้วสลับไปส่องตาอีกข้างทันทีใต้ระดับสายตา 3-5 วินาที สังเกตดูว่ารูม่านตาขยายออกหรือไม่เมื่อไฟส่องตาข้างนั้น ทำซ้ำ 3 ถึง 6 รอบ ถ้าสังเกตเห็นรูม่านตาขยายเมื่อไฟส่องตานั้นอยู่ให้บันทึก +APD และบันทึกว่าตาข้างไหนด้วย เช่น APD +OD หรือ APD – แต่ให้ระวัง “Hippis” Hippis คือ การที่รูม่านตาหดและขยายเป็นจังหวะ อันนี้เป็นอาการปกติ

Accommodative pupil response

ทดสอบโดยให้คนไข้มองเปลี่ยนระยะทันทีจากไกลมาวัตถุใกล้ที่อยู่ห่างประมาณ 10ซม.จากหน้า รูม่านตาทั้ง 2 ข้างควรหดเท่าๆ กัน บันทึก H ถ้าตอบสนอง โดยบันทึกตาขวาก่อนและตาซ้าย ตัวอย่างเช่น ACC: H/H ความเร็วในการหดตัวไม่สำคัญ แต่บางครั้งถ้ามันหดตัวเร็วมากๆ ให้บันทึก H 2ตัว เช่น ACC: HH/HH

การบันทึก : สี : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น สี : น้ำตาล/น้ำตาล

รูปร่าง : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น รูปร่าง: กลม/กลม

ขนาด : สามารถบันทึกตาขวาทับตาซ้าย สำหรับขนาดในที่สว่างและที่สลัว

L(สว่าง)
D(สลัว)
เช่น ขนาด : 5mm/5mm 7mm/7mm

หรือบันทึกทีละตาโดยบันทึกสว่างทับสลัว

OD
OS
เช่น ขนาด : 5mm/5mm 7mm/7mm

Direct และ Consensual responses: สามารถบันทึกตาขวาทับตาซ้ายสำหรับ Direct และ Consensual

เช่น D 3+/3+       C 3+3+

หรือบันทึกทีละตาโดยบันทึก direct/consensual response

เช่น OD 3+3+       OS 3+3+

ACC : บันทึกตาขวาทับตาซ้าย เช่น ACC : H/H
APD : บันทึก + หรือ - ถ้า + ต้องบันทึกว่าข้างไหนด้วย เช่น APD : +OD หรือ APD : –

Extraocular Motility’s หรือ EOM หรือเรียกอีกอย่างว่า Versions

มองตรงไปข้างหน้าเรียก “Primary Position” Second Position เรียกว่า “Cardinal field of gaze” มี 6 ตำแหน่ง คำจำกัดความของ Cardinal field คือตำแหน่งที่มีกล้ามเนื้อตาหนึ่งอันเท่านั้นที่ทำงานเต็มที่ในตำแหน่งนั้น

ขั้นตอน : ทำโดยถอดแว่น และเปิดไฟสว่างหมด

  1. ถือวัตถุที่ระยะ 40ซม.จากคนไข้และอยู่ในระดับสายตาคนไข้ บอกคนไข้ให้ศีรษะนิ่งอย่าขยับและมองตามวัตถุโดยเคลื่อนไหวตาเท่านั้น วัตถุควรมีขนาดเล็กถึงปานกลางใหญ่แค่เพียงพอให้คนไข้มองเห็นและมองตามได้แม่นยำเท่านั้น
  2. เคลื่อนไหววัตถุในรูปแบบ ‘H’ 2ตัว เลื่อนวัตถุช้าๆ โดยเลื่อนไปทางขวาของผู้ตรวจระดับสายตาคนไข้ไปจนถึงประมาณหูคนไข้ แล้วเลื่อนขึ้นด้านบนและลงด้านล่างประมาณความสูง 1 ศีรษะ เลื่อนต่อไปทางขวาอีกจนถึงประมาณระดับไหล่คนไข้หยุดแล้วเลื่อนขึ้นและลงอีกครั้ง
  3. เลื่อนวัตถุผ่านระดับสายตาไปทางหูอีกข้าง สังเกตว่าคนไข้มองตามได้ดีแค่ไหนแล้วทำรูปแบบ ‘H’ อีกครั้งฝั่งขวาของคนไข้(ฝั่งซ้ายของผู้ตรวจ)
  4. ถามคนไข้ว่ารู้สึกปวดตาหรือเห็นภาพซ้อนหรือไม่

สิ่งที่ต้องตรวจหา : ดูว่ามีตาข้างใดหรือทั้งสองข้างไม่สามารถมองตามวัตถุขึ้นหรือลง หรือคนไข้รู้สึกปวดตา (pain) หรือเห็นภาพซ้อน (diplopia)

การบันทึก :

ถ้าพบปัญหาอันดับแรกต้องบันทึกตาข้างไหนและปัญหาเช่น ตาเลื่อนแบบกระตุก(jerky movement), nystagmus, ทิศทางที่มองไปไม่ได้ และอันดับที่สองบันทึกทิศทางหรือบริเวณที่มองแล้วเกิดปัญหา เช่น ด้านซ้าย, ขวาบน เช่น

EOM : Full with nystagmus on far lateral gaze
EOM : Diplopia, Right eye lags on left superior gaze
EOM : S&F with pain reported in up gaze

Nystagmus ที่เกิดตอนมองด้านข้างไกลสุดเป็นปกติ ถ้ามองไปด้านข้างเกินกว่า 50˚ (หรือมองขึ้นมากกว่า 30˚) เราเรียกว่า “end-point nystagmus” ถ้าพบในการตรวจปกติคุณอาจอยู่ใกล้คนไข้เกินไปหรือ คนไข้อาจมีปัญหา inter nuclear ophthalmoplegiaหรืออาจดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป

Cover Test (C.T.)

จุดประสงค์ : เพื่อตรวจตาเหล่ซ่อนเร้น (phoria) หรือตาเหล่ตาเข (tropia) ว่ามีหรือไม่ มี 2 แบบคือ

  1. Screening หรือ Prelim จะใช้วิธีประเมินค่า น้อย,ปานกลาง,มาก
  2. การวินิจฉัยจะใช้ prism bar ในการวัดค่า

ความสว่างที่ใช้: เปิดไฟสว่าง, ใส่แว่น

วัตถุที่ใช้เป็นเป้าตรวจ :

ระยะไกล – ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่า VA ของตาข้างที่แย่กว่า 1 บรรทัด
ระยะใกล้ – ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่า VA ระยะใกล้ของตาข้างที่แย่กว่า 1 บรรทัด

ขั้นตอนการตรวจ : มี 2 ส่วน

  1. Cover-uncover สำหรับแต่ละตาเพื่อแยก Proria หรือ Tropia
  2. Alternating cover test เพื่อประเมินขนาดและทิศทาง

Cover-uncover เปิดไฟสว่าง, ใส่แว่น

  1. ให้คนไข้มองตัวอักษรที่ระยะไกล(ขนาดใหญ่กว่า 1บรรทัดของ VAตาข้างที่แย่กว่า)
  2. ปิดตาทีละข้างและผู้ตรวจสังเกตตาข้างที่ไม่ได้ปิด ถ้ามีการเคลื่อนไหวระหว่างที่ตาอีกข้างถูกปิด แสดงว่าตาข้างนั้นไม่ได้มองที่วัตถุอยู่ก่อน = Strabismus(ตาเหล่)
  3. ถ้าสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว ให้สังเกตตานั้นต่อเมื่อเอาที่ปิดตาออกจากตาอีกข้าง ถ้ามีการเคลื่อนไหวแสดงว่าตานั้นไม่สามารถจ้องวัตถุต่อได้ เท่ากับตานั้นเป็น “Constant Tropia”
  4. ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวหลังจากเอาที่ปิดตาออก แสดงว่าตาแต่ละข้างสามารถใช้มองวัตถุได้แสดงว่าเป็น “Alternating Tropia”
  5. ถ้าสังเกตไม่เห็นการเคลื่อนไหวเลยเมื่อปิดตาแต่ละข้างระหว่างที่ปิดตา = No Strabismus

Note : หลังจากเอาที่ปิดตาออกและสังเกตตาข้างที่เพิ่งถูกเปิดนี้ ถ้ามีการเคลื่อนไหวตาข้างนั้นตาเดียวนั่นเกิดจาก phoria ถ้าเป็น tropia ที่ใช้ตาอีกข้างมองวัตถุแทนอยู่ การเคลื่อนไหวของตาจะเคลื่อนทั้ง 2 ตาไปในทิศทางเดียวกัน

Alternating cover test

  1. ให้คนไข้มองอักษรที่ระยะไกล
  2. ปิดตาข้างหนึ่ง 2-3 วินาทีแล้วสลับไปปิดตาอีกข้างหนึ่งให้สังเกตตาข้างที่เพิ่งถูกเปิด
  3. ค้างประมาณ 2 วินาทีแล้วสลับกลับ ทำซ้ำอย่างน้อย 3 รอบ (สลับไปมาอย่างน้อย 6 ครั้ง)

สิ่งที่ต้องตรวจหา :

ถ้าตาเคลื่อน ออก เมื่อถูกเปิดหมายถึงมันอยู่ข้าง ใน เมื่อถูกปิดตา = ESO
ถ้าตาเคลื่อน เข้า เมื่อถูกเปิดหมายถึงมันอยู่ข้าง นอก เมื่อถูกปิดตา = EXO
ถ้าตาเคลื่อน ขึ้น เมื่อถูกเปิดหมายถึงมันอยู่ข้าง ล่าง เมื่อถูกปิดตา = Hypo
ถ้าตาเคลื่อน ลง เมื่อถูกเปิดหมายถึงมันอยู่ข้าง บน เมื่อถูกปิดตา = Hyper

ถ้าไม่เห็นการเคลื่อนไหว ถามคนไข้ว่าเห็นตัวอักษรเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ ถ้าเคลื่อนเคลื่อนไปทางเดียวกัน(with) หรือสวนทาง(against)กับที่ปิดตา ถ้าคนไข้สังเกตเห็นอักษรเคลื่อนแสดงว่ามี phoria เล็กมาก(<3∆) เราเรียกว่า “phi” movement และบันทึกค่า CT ซึ่งเป็นการบอกจากคนไข้มากกว่าที่เราสังเกตเห็น เช่น +phi “with”

การบันทึก :

ถ้าเป็นที่ระยะใกล้จะใช้สัญลักษณ์ ´ หลังชนิดที่พบ Tropia จะมี : R(ตาขวา), L(ตาซ้าย), Alt.(สลับตา), หรือ Intermittent(เป็นบางครั้ง) (Intermittent บันทึก(T))

ตัวอย่าง :

C.T.ที่ระยะใกล้ – เปิดไฟสว่าง, ใส่แว่น

  1. ถือวัตถุต่ำกว่าระดับสายตาและห่างจากคนไข้ประมาณ 40ซม.หรือที่ระยะทำงานระยะใกล้ของคนไข้
  2. แสงไฟสว่างให้คนไข้มองที่ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่กว่า VA ของตาข้างที่แย่กว่า 1บรรทัด
  3. ทำ Cover-Uncover test วิธีเหมือนระยะไกล

ก่อนทำ Alternating cover test ให้ปิดตา 1 ข้างและค่อยๆ เลื่อนวัตถุเป็นแนววงกลมให้คนไข้มองตาม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ฟุตแล้วทำ alternate cover 3 รอบและเลื่อนวัตถุอีกครั้งทุก 3 รอบของการทำ alternate cover test

การประเมินค่า :

Phoria: เคลื่อนน้อยสุด
3∆ = Hint
6∆ = Small
9∆ = Mod.
12∆ = Large

Note: Vertical phorias มักเล็กกว่าที่เห็น

Tropia:
Small 12-15∆ มักเป็น(T) และ VA ลดลง
Mod. 20-25∆  
Large 35∆ Large ET
50∆ Large XT

ใช้ Prism bar หาค่า : ใส่แว่น,เปิดไฟสว่าง

  1. ให้คนไข้มองวัตถุ ถือ prism bar วางหน้าตาข้าง non-dominate หรือตาข้างที่เหล่ในกรณีที่เป็น strabismus วาง prism ชี้ไปในทิศทางที่เหล่ออกไป
  2. ทำ Alt. cover test ขณะค่อยๆ เลื่อน prism ขึ้นไปทีละ 1 ขั้นในแต่ละรอบ
  3. เลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นตาเคลื่อนกลับไปในทิศทางตรงข้าม หรือเคลื่อนกลับไปกลับมา
  4. ลด prism ลง 1 ขั้นและบันทึกค่าที่ได้และฐานของ prism

Near Point of Convergence (NPC) วัดความสามารถในการเบนตาเข้า(convergence) ของคนไข้

ความสว่างที่ใช้ : เปิดไฟสว่าง, ใส่แว่น

วัตถุที่ใช้เป็นเป้าตรวจ : ต้องเล็กและมีรายละเอียดพอที่จะคงค่า accommodative ไว้ ดังนั้นคนไข้จะสามารถรู้ได้ทันทีที่เกิดภาพซ้อนขึ้น ขนาดวัตถุควรเป็นตัวอักษรขนาด 20/25 ถึง 20/40 หรือรูปภาพขนาดเล็กสำหรับเด็ก บางครั้งปลายปากกาก็ใช้ได้สำหรับ screening ถ้าคนไข้ไม่มีปัญหาการทำงานระยะใกล้ ควรตรวจซ้ำถ้าค่ามากกว่า 7 ซม.

ขั้นตอน : อันดับแรกควรบอกคนไข้ก่อนว่าคุณกำลังจะทำอะไร

  1. วางวัตถุต่ำกว่าระดับสายตาคนไข้เล็กน้อย ประมาณ 30ซม.ห่างจากจมูกคนไข้ บอกคนไข้ให้ตั้งใจมองวัตถุและบอกออกมาเมื่อเห็นวัตถุแยกเป็น 2 ภาพ
  2. ค่อยๆ เลื่อนวัตถุเข้าใกล้จมูกคนไข้ประมาณ 3-4ซม.ต่อวินาที
  3. ถ้าคนไข้บอกว่าเห็น 2 ภาพให้หยุดแล้ววัดระยะห่างจากวัตถุจนถึงโคนจมูกเป็นซม. หรือหยุดถ้าคุณสังเกตเห็นตาคนไข้เลื่อนออกไปด้านข้างจุดนี้คือ Break point
  4. จากนั้นให้เลื่อนวัตถุกลับมาช้าๆ จนกระทั่งคนไข้บอกว่าเห็นเป็นภาพเดียวอีกครั้ง จุดนี้คือ Recovery point

การบันทึก : NPC : Break point/Recovery point
เช่น NPC : 7cm/10cm หรือ NPC: BON (Bridge of nose คือไม่มีภาพแตกเป็น 2 ภาพเลื่อนจนถึงจมูก) ค่าที่ควรได้ : NPC : 3cm/5cm (+/- 4cm)ในคนที่อายุน้อย หรือน้อยกว่า 7cm/10cm ในคนที่อายุมาก (อายุ 20 ปลาย) ทั่วไป 9cm หรือน้อยกว่าถือว่าใช้ได้ ถ้ามากกว่า 18cm ให้ดูว่าคนไข้ให้ความร่วมมือดีหรือไม่

Near Point of Accommodation (NPA) วัดความสามารถในการโฟกัสระยะใกล้ของคนไข้

วัตถุที่ใช้ : เหมือนNPC , อักษรขนาด 20/25 ถึง 20/40

ความสว่างที่ใช้ : เหมือน NPC, เปิดไฟสว่างหมดส่องที่วัตถุระยะใกล้

ขั้นตอน : อันดับแรกบอกคนไข้ก่อนว่าคุณกำลังจะทำอะไร

  1. บอกคนไข้ปิดตาข้างซ้ายและจ้องที่ตัวอักษร (ตัวอักษรใหญ่กว่า 1 บรรทัดของ VA ระยะใกล้)
  2. วางวัตถุต่ำกว่าระดับสายตาคนไข้เล็กน้อย บอกคนไข้ “ให้มองให้ตัวอักษรชัดตลอดเวลาถ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวหนังสือเบลอให้บอก” แล้วค่อยๆ เลื่อนวัตถุเข้าใกล้คนไข้ (ช้ากว่าทำ NPC เล็กน้อย)
  3. ถ้าคนไข้บอกว่าเบลอ ถามคนไข้ว่าสามารถทำให้ชัดได้หรือไม่ ถ้าได้เลื่อนวัตถุเข้าไปอีก ถ้าไม่ได้วัดระยะห่างจากวัตถุถึงโคนจมูกเป็นซม.
  4. ทำซ้ำโดยปิดตาข้างขวา
  5. และสุดท้ายทำซ้ำโดยเปิดทั้ง 2 ตา



การบันทึก : เป็น ซม. ตาขวา/ตาซ้าย/2 ตา เช่น NPA : 9cm/9cm/8cm

ค่าที่ควรได้ : อายุน้อยกว่า 35 ปีควรได้ดีกว่า 12ซม.ในแต่ละตาและควรเท่ากัน(ต่างกันไม่เกิน 1D) และค่าของ 2 ตาควรดีกว่าประมาณ 0.5ซม.ขึ้นไป(0.50D) ค่าที่ควรได้ขึ้นอยู่กับอายุ จากสูตรของ Hofstetter’s ค่าน้อยที่สุดที่ควรได้ (minimum) = 15-0.25(อายุ) ค่าเฉลี่ยที่ควรได้ (average) = 18.5-0.3(อายุ)

Note : ค่ามากที่สุดที่เป็นไปได้เท่ากับ 25D (อย่าบันทึกมากกว่านี้ ถ้ามากกว่านี้เกิดจากคนไข้ไม่ตอบสนองการตรวจเท่าที่ควร)

Stereopsis or Stereoacuity

คำจำกัดความ: Stereopsis คือการเกิด retinal disparity ที่น้อยที่สุดที่ยังสามารถรับรู้แยกแยะได้ การรู้สึกถึงความลึก การทดสอบ stereopsis ต้องการให้แต่ละตาเห็นอย่างน้อย 2 วัตถุจากมุมที่ต่างกัน

  • วัตถุหนึ่งต้องอยู่บน Horopterและวัตถุอื่นๆอยู่ภายนอก
  • นี่จะทำให้เกิด retinal disparity ก็คือวัตถุจะเห็นอยู่ในระนาบที่ต่างกัน ‘cross diplopia’
  • สมองจะแปลการอยู่ในระนาบที่ต่างกันนี้เป็นความลึก

ความสามารถของคนไข้ที่จะรู้สึกถึง retinal disparity ที่เล็กนี้ขึ้นอยู่กับความคมชัดของภาพบนจอประสาทตาในแต่ละตา และการวางตำแหน่งของตา เป็น preliminary assessment ที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการประเมินระบบการมองเห็น

Stereopsis ใช้ตรวจเมื่อ :

  1. จำเป็นสำหรับบางอาชีพ เช่น ตำรวจ, นักบิน, ทหาร ระยะทางที่ทำให้ stereopsis เริ่มไม่มีประโยชน์สำหรับ 20 sec of arc คือ 660ม. (คนทั่วไปค่าอยู่ที่ 20 sec of arc)
  2. ใช้สำหรับวินิจฉัยความผิดปกติการทำงานร่วมกัน 2 ตา(binocular)
       - Constant strabismus มี 0 Randot Stereograph แต่อาจมี line stereopsis
       - Intermittent strabismus มักมี Randot Stereograph ลดลงหรือไม่มีที่ระยะของ tropia
       - Nonstrabismus มักมี Randot Stereograph ปกติถึงลดลงที่ระยะใกล้ และปกติที่ระยะไกล
       - Amblyopia มี stereopsis ลดลง (โดยเฉพาะ Randot Stereograph)
  3. ใช้ในการรักษาความผิดปกติ binocular
       - Suppression ลดลง
       - ควบคุมการตอบสนองของคนไข้ที่เชื่อถือได้
       -วัดผลที่ดีขึ้นของการรักษา
  4. ใช้ในการทำนายผลการรักษาของโรคก่อนเริ่มรักษา
       - ถ้ามี stereopsis บ้างพยากรณ์ของโรคจะดีกว่า
       - ถ้า stereopsis เพิ่มขึ้นเมื่อแก้ไขด้วยเลนส์แว่นตา คนไข้มักจะปรับตัวได้ดีกว่า
  5. ใช้ในการวินิจฉัยระบบประสาทบางอย่าง เช่น R posterior cerebral lesions

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ stereopsis :

  1. เด็กทุกคน
  2. ผู้ใหญ่ช่วงต้นที่มีปัญหาจากการอ่าน
  3. เมื่อต้องวิเคราะห์ binocular (ไม่สามารถบอกใน A&P ได้ว่า “Binocular vision full and normal” ถ้าไม่ได้ตรวจ stereopsis
    Stereopsis test มี 2 แบบคือ Contour Stereographs(Line) และ Randot Stereograph(RDS) Stereopsis test ออกแบบมาเพื่อจำกัดการเห็นความลึกที่เกิดจากตาเดียว(monocular clues) เช่น motion parallax, ขนาด, เงา

ชนิดของทดสอบที่ใช้ : Contour Stereographs(Line) มี monocular clues บ้าง Randot Stereograph(RDS) ไม่มี monocular clues (ยากกว่า)

ที่ระยะไกล :

  • Wirt-circle, Lined – ต้องใช้ Vectographic slide ร่วมกับ Polaroid filters ในเครื่องวัดสายตา
  • Random Dot E – ใช้ 3x5 Randot Stereographs

ที่ระยะใกล้ :

  1. Stereo Fly Book, Line (ชื่อเดิม Timus Fly)
  2. Randot Stereo Book, RDS&Wirt-circles
  3. Stereo Butterfly Book, RD gross target&Wirt-circles
  4. Stereo reindeer Book, Line
  5. TNO (Anaglyph test) Plates of RD’s in red&green
  6. อื่นๆ; Frisby, Lang Plates of RD’s ไม่ต้องใช้แว่นร่วม (no dissociate glass)

ขั้นตอน : ใส่แว่น, เปิดไฟสว่างหมด ไฟstand ส่องที่ stereograms, ระยะที่ใช้ตรวจ 40ซม. ใส่แว่นโพราลอยด์ทับแว่นสายตาถ้ามีแว่นสายตา

Stereo Fly Test Book Contour stereograph มี 3ส่วน

  1. แมลงวันตัวใหญ่วัด stereopsis อย่างหยาบ ค่าเท่ากับ 3000 sec of arc ให้คนไข้จับปีกของแมลงวัน –ถ้าจับปีกในอากาศสูงกว่าหนังสือมี stereo –ถ้าจับที่หนังสือไม่มี stereo แล้วให้ถามคนไข้ว่าเห็น R หรือ L ในช่องด้านล่างเพื่อตรวจว่ามีการ suppression หรือไม่
  2. ภาพสัตว์ –ใช้ทดสอบในเด็กจะมีขนาด 400/200/100 sec of arc (120 sec of arc ถือว่าผ่านสำหรับเด็ก) ถามว่าสัตว์ตัวไหนลอยออกมาจากหน้าหนังสือหรืออยู่ใกล้มากกว่า ห้ามใช้คำว่ากระโดด ถ้าผิด 1 แถวถือว่าเกือบไม่ผ่าน ถ้าผิดมากกว่า 1 แถวถือว่าไม่ผ่าน
  3. Wirt circle –ค่าจะอยู่ 800 ถึง 40 sec of arc ถามว่าวงกลมอันไหนใกล้กว่าหรือลอยออกมา หยุดเมื่อคนไข้ผิด 2 ข้อติดกัน
    ค่าที่คาดหวังจากการตรวจ Fly’s Wirt circles คือ 40 sec of arc สำหรับผู้ใหญ่ ถ้าตอบได้ 7 จาก 9 ข้อหรือ 60 sec of arc ถือว่าไม่ผ่าน

การบันทึก : บันทึกเป็น sec of arc หรือจำนวนข้อที่ได้, แบบทดสอบที่ใช้ และระยะที่ใช้

ตัวอย่าง – Stereopsis : 50 sec of arc(หรือ 8/9 กรณีไม่รู้ค่าเฉลย) Method Fly N´

Randot (RD) Book มี 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 – 8 RD ค่าอยู่ที่ 660 sec of arc

  •  ถามคนไข้ให้บอกรูปร่างของภาพอันใดอันหนึ่ง เช่น E หรือ + ต้องการเพียง 1 รูปจาก 4 รูปข้างบนและ 1 รูปจาก 4 รูปข้างล่างเพื่อผ่านส่วนนี้

ส่วนที่ 2 – รูปสัตว์ใช้สำหรับทดสอบเด็ก เหมือนกับของ Fly
ส่วนที่ 3 – Wirt circle 400 sec ถึง 20 sec of arc วิธีการเหมือน Wirt circle ของ Fly

Random Dot Eตรวจระยะไกลหรือใกล้เป็นการตรวจอย่างหยาบ

  • มีบัตรขนาด 3x5 3 ใบเป็นDemo 1 ใบ, ไม่มีอะไรข้างใน 1 ใบ และมี E 1ใบ
  • มีระยะทดสอบ 50ซม. ถ้าสามารถชี้บัตรที่มี E ได้ 4 จาก 6 ครั้ง ให้ถอยระยะตรวจเป็น 1.5 ถึง 2ม.ถ้าผ่าน 4 ใน 6อีก
  • ใช้ในการ screening เด็ก ใช้ได้ดีในการวินิจฉัย Amblyopia
  • ข้อเสียคือที่ 50ซม.ค่าจะเท่ากับ 500 sec of arc ต้องตรวจที่ระยะ 4ม.ถึงจะได้ 50 sec of arc

Color Vision Testing

ทางคลินิกใช้ :

  1. ใช้จำแนกตาบอดสีจากกรรมพันธุ์
  2. ใช้วินิจฉัยความบกพร่องของการมองเห็นสี
  3. ใช้จำแนกตาบอดสีที่เกิดภายหลัง
  4. ประเมินการทำงานของ macular function
  5. ประเมินความสามารถในการแยกแยะสี

ใช้ตรวจเมื่อ :

  • ตรวจเด็ก (โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย)
  • ผู้ใหญ่ตอนต้น (ก่อนขับรถ)
  • ช่างไฟฟ้าและช่างโทรศัพท์
  • คนทำงานในแล็บโรงพยาบาล
  • ผู้สูงอายุที่ทานยาอยู่หลายตัว
  • คนไข้ที่ VA ลดลงและทดสอบ pinhole ก็ไม่ดีขึ้น

Background : ประชากรที่เป็นตาบอดสีจากกรรมพันธุ์มีประมาณ 4% ของประชากร ซึ่งเป็นผู้ชายถึง 95%; %ขึ้นกับเชื้อชาติ

  • ส่วนมากจะบอดสีเขียว-แดง ถ้าบอดสีเขียวเรียก Deutan(พบมากที่สุด 95%), ถ้าบอดสีแดงเรียก Protan(4%), ถ้าบอดสีน้ำเงินเรียก Tritan(พบน้อย < 1%)
  • สามารถผิดปกติ(บางส่วนหรือเห็นสีบกพร่อง) หรือ Dichomatic (หายไป 1 สีหรือเห็นแค่ 2 สีจาก 3 สี) ดังนั้น Protanope = บอดสีแดง Protananormalous = สีแดงบกพร่อง
  • คำว่า “ตาบอดสี” เป็นการใช้คำผิด คนที่มีปัญหาจะเห็นสีต่างจากคนทั่วไป เฉพาะ rod monochromates(เสียหายทั้ง 3 สี)ถึงจะเป็นตาบอดสีที่แท้จริง และยังตาบอดตามกฎหมายด้วยเนื่องจากการมองเห็นในเวลากลางวันจะแย่
  • Deutans(บอดสีเขียว) จะสับสนระหว่างสีม่วงและสีฟ้าม่วง, สีชมพูและสีเขียวทึม, สีม่วงแดงเข้มและสีน้ำตาล, สีน้ำตาลและสีเขียว, สีส้มและสีเหลือง
  • Protans(บอดสีแดง) จะสับสนระหว่างสีม่วงและสีฟ้าม่วง, สีม่วงแดงเข้มและสีเทา, สีน้ำตาลและสีแดง, สีเหลืองเขียวและสีเหลือง

มีลักษณะการทดสอบ 2 แบบ :

1. Pseudoisochromatic plates

  • เป็นสมุดที่มีหมายเลข(หรือรูปทรง)ที่ประกอบจากจุดสีต่างๆ
  • ถ้ามีความผิดปกติจะทำให้สับสนไม่สามารถเห็นตัวเลขที่ประกอบจากจุดสีได้
  • จะมีแผ่นอยู่ 4 แบบ
  1. Vanishing Figure – ถ้าตาบอดสีจะไม่เห็นหมายเลข
  2. Transformed Figure – จะเห็นหมายเลขต่างจากคนปกติ
  3. Hidden Digit Figure – คนปกติจะไม่เห็นหมายเลข
  4. Qualitatively Dx Figure – คล้าย Vanishing Figure แต่อ่านยากกว่า

2. Color Arrangement tests

  • เป็นเม็ดสีต่างๆที่มีหลายเฉดสีเข้มอ่อน
  • คนไข้ต้องเรียงลำดับเฉดสี
  • ใช้ในการวินิจฉัยได้ดีกว่าแบบ plates ใช้เวลาทดสอบนานกว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่า

ขั้นตอน : ใส่แว่น, เปิดไฟเพดาน, ระยะทดสอบ 50 ซม.

  • ให้คนไข้ปิดตา 1 ข้าง (การทดสอบทำทีละตาเสมอ)
  • บอกคนไข้ให้อ่านหมายเลขในแต่ละแผ่นแล้วทำซ้ำกับตาอีกข้างหนึ่ง
  • สังเกตการณ์อ่านผิดว่าคนไข้อ่านได้ถูกต้องหรือถ้าตาบอดสีจะเห็นเป็นเลขใด(ดูจากคู่มือเฉลย) เช่น แผ่นที่ 2 Ishihara คนปกติจะอ่านเลข 8 ถ้าตาบอดสีจะอ่านผิดเป็นเลข 3
  • การให้คะแนนจะเป็นจำนวนแผ่นที่อ่านถูก/จำนวนแผ่นทั้งหมดที่ใช้ทดสอบในแต่ละตา

การบันทึก : Color : OD 12/13     OS 11/13 Method Ishihara

การวินิจฉัย : ขึ้นกับ Plate ที่ใช้ ส่วนมากจะสามารถแค่ screen ที่มีปัญหาเขียว-แดง การทดสอบที่จะช่วยในการวินิจฉัยมักใช้ 100-hue, Nesl Anomaloscope หรือ HRR set

ตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง :

  • 70%ของคนไข้ที่มีโรคตาหรือระบบร่างกายจะมีตาบอดสี
  • ส่วนมากจะเป็นสีน้ำเงิน(Tritan) 80% (nerve fiber layer)
  • เพิ่ม %ในคนไข้ที่ใช้ยารักษาโดยมากเป็นสัญญาณจากพิษของยา
  • สามารถใช้ในการติดตามผลของระยะของโรค
  • ในต้อหินจะเพิ่มการเสียหายของสีน้ำเงิน ในกรณีเป็นมากขึ้น ปัจจุบันใช้ “blue field” perimetryตรวจ
  • ในเบาหวานจะเพิ่มการเสียหายของสีน้ำเงิน-เหลืองกับจอประสาทตาที่เปลี่ยนแปลง
  • ตาบอดสีที่เกิดภายหลังจะต้องทดสอบด้วย HRR หรือ Standard PIP vol#2

Screening Visual Fields

จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมี field เสียหายขนาดใหญ่เท่านั้นไม่สามารถตรวจพบการเสียหายเริ่มต้นที่เกิดจากโรคได้

Confrontation

ขั้นตอน : ถอดแว่นออก, ปิดไฟเพดาน, เปิดไฟstand อยู่ตรงกลางหน้าคนไข้ห่างมา 40 ซม.ผู้ตรวจอยู่ห่างจากคนไข้ระยะเท่าช่วงความยาวแขน

  1. ให้คนไข้ปิดตาซ้ายและใช้ตาขวามองตาซ้ายของผู้ตรวจ
  2. ผู้ตรวจปิดตาขวาของตนเอง
  3. นำวัตถุถือระหว่างกลางคนไข้และผู้ตรวจแล้วเลื่อนเข้ามาอยู่ใน fieldพื้นที่ของคนไข้และผู้ตรวจ
  4. บอกคนไข้ให้บอกเมื่อแรกเริ่มเห็นวัตถุนั้น
  5. ทำซ้ำทุกด้านที่ตำแหน่ง 90˚, 180˚ทั้งขึ้นและลง และในตำแหน่ง 45˚ และ 135˚

เปรียบเทียบผลกับ Visual field ของผู้ตรวจ (ถ้าต่างกันเกิน 5˚ถึง 1 คืบถือว่ามีนัยสำคัญ)

การบันทึก : VF: Full To Extent of Examiner’s Field OD,OS by: Confrontation หรือ VF: Full to Examiner’s OD,OS by: Confrontation หรือ VF: Confrontation Full OD,OS

  1. ให้คนไข้ปิดตาซ้ายและใช้ตาขวามองตาซ้ายของผู้ตรวจ
  2. ผู้ตรวจปิดตาขวาของตนเอง
  3. ผู้ตรวจชูนิ้ว 1, 2 หรือ 4 นิ้วระหว่างกลางคนไข้และผู้ตรวจในแต่ละ quadrant ของ VF แล้วถามคนไข้ว่าเห็นกี่นิ้ว
  • นิ้วต้องไม่อยู่ไกลออกไปมาก(15˚ ถึง 20˚)
  • ไฟต้องสว่าง
  • ห้ามขยับหรือเลื่อนมือ

เมื่อตรวจเสร็จ 1 ข้างให้สลับทำตาอีกข้าง

การบันทึก : VF: FTFC (Full to Finger Count) OD,OS

Error : ที่อาจทำให้ VF ดีกว่าที่ควรเป็น

  1. ทำการตรวจหลังขยายม่านตา
  2. วัตถุที่ใช้ตรวจใหญ่เกิน
  3. วัตถุที่ใช้ตรวจสว่างเกิน
  4. ตรวจหยาบเกินไป
  5. วัตถุถือใกล้ผู้ตรวจมากเกินไป ที่อาจทำให้ VF เล็กกว่าที่ควรเป็น
    1. บอกขั้นตอนวิธีการกับคนไข้ไม่ดีพอ
    2. วัตถุที่ใช้ตรวจเล็กเกิน
    3. วัตถุที่ใช้ตรวจมืดเกิน
    4. มองเห็นวัตถุไม่ชัดเนื่องจากมีค่าสายตามาก
    5. ลืมเอาแว่นสายตาออก(ทำให้เกิด spectacle scotoma)
    6. วัตถุถือใกล้คนไข้มากเกินไป