Language

THAI ENGLISH GERMAN  CHINESE JAPANESE RUSSIA
SWEDISH FRANCAIS  ITALIANO SPANISH DUTCH ARABIC

สุขภาพสายตา

ความรู้คู่สายตา
จอประสาทตา
สายตาสั้น
ใครคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการวัด..
การเจริญเติบโตของลูกตาในเด็ก
ต้อหิน
การดูแลสุขภาพสายตาเบื้องต้น
ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก
ภูมิแพ้เยื่อบุตา
ภูมิแพ้เยื่อบุตาชนิด vernal
การตรวจตาในเด็ก
การรักษาตาขี้เกียจ
ต้อเนื้อต้อลม
ตาแดงในเด็กแรกเกิด
สิ่งแปลกปลอมที่กระจกตา
อาการมองเห็นจุดดำ หรือลูกน้ำลอยไปมา
ความผิดปรกติของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน
ความสามารถในการมองเห็น
ต้อกระจก
ตาแห้ง
เส้นเลือดดำในตาอุดตัน
สารเคมีเข้าตา
ปัญหาเกี่ยวกับหนังตาที่พบได้บ่อย
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 1
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 2
กระจกตาติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 1
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 2
โรคจอประสาทตาเสื่อม : 1
เปลือกตาอักเสบ
ต้อกระจก และการรักษา
การวัดสายตาและการให้ค่าสายตาคนสายตาสั้น
สายตายาวผู้สูงอายุ (Presbyopia)
โรคงูสวัดกับดวงตา
การตรวจเบื้องต้น (Preliminary Tests)
ต้อหินจากการใช้ยา
จุดรับภาพจอประสาทตาเป็นรู
จอประสาทตาผิดปรกติในเด็กคลอดก่อนกำหนด
Computer vision syndrome
จุดรับภาพจอประสาทตาบวม
ต้อหินแต่กำเนิด
จอประสาทตาหลุดลอก
ตาแดงจากเชื้อไวรัส
ท่อน้ำตาอุดตัน
หนังตาตก
ต้อกระจกแต่กำเนิด
โรคเริมในดวงตา
มะเร็งจอประสาทตา


ต้อกระจก และการรักษา

ต้อกระจกเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานาน องค์การอนามัยโลกประเมินว่าทั่วโลก หกพันล้าน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้าน ซึ่งเป็นผลของต้อกระจกและโรคแทรกจากต้อกระจกถึง 45% โดยเฉพาะในแถบประเทศที่ไม่ร่ำรวยนักซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจัด

ภาวะนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาทำให้เลนส์ตาขุ่นโดยพบว่าสาเหตุของต้อกระจกได้แก่

  • เป็นแต่กำเนิด ซึ่งอาจเกิดจากโรคติดเชื้อในครรภ์มารดา
  • อุบัติเหตุ
  • อายุ โดยต้อกระจกพบได้ในผู้สูงวัยทุกคน หากแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีความรุนแรงที่เป็นเท่ากันที่อายุเดียวกัน
  • การอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ
  • การรับรังสี
  • โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร
  • โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากอายุที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้อกระจกจะทำให้การมองเห็นแย่ลง และในบางคนจนอาจเป็นสาเหตุให้ตาบอดได้จากภาวะแทรกซ้อน แต่หากได้รับการรักษาในระยะแรกๆ ก็สามารถทำให้การมองเห็นกลับมาเหมือนเดิมได้
บทความนี้จะกล่าวในส่วนของต้อกระจกที่เกิดจากภาวะสูงอายุเป็นหลัก ปรกติเลนส์ตาของเราจะมีความใสเพื่อให้แสงสามารถผ่านเข้าสู่ชั้นจอประสาทตาซึ่งทำหน้าที่ในการรับภาพ เลนส์ตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ ได้แก่ ถุงหุ้มเลนส์ (lens capsule), เนื้อเลนส์ชั้นนอก (lens cortex) และ เนื้อเลนส์ชั้นในหรือส่วนที่อยู่ตรงกลาง (lens nucleus)

 
ภาพแสดงเลนส์ตา (crystalline lens) ของคนปรกติ เมื่อยังไม่มีภาวะต้อกระจก จะมีความใส

ภาพแสดงชั้นต่างๆ ของเลนส์ตา เส้นขอบดำเป็นส่วนของถุงหุ้มเลนส์, สีเหลืองเป็นเนื้อเลนส์ชั้นนอก, สีฟ้าและสีม่วงเป็นส่วนของเนื้อเลนส์ส่วนกลาง

โดยปรกติเลนส์ตาจะมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น คือเลนส์ตามีความหนา แข็งขึ้น และขุ่นขึ้น ซึ่งภาวะต้อกระจกเกิดจากการขุ่นของเลนส์ในชั้นต่างๆ กัน ทำให้แบ่งต้อกระจกได้ตามลักษณะที่ตรวจพบว่ามีการขุ่นของเลนส์ตาในชั้นใด โดยทั่วไปแบ่งได้ 4 ชนิดคือnuclear cataract: เกิดจากการขุ่นของเลนส์ที่เนื้อเลนส์ตรงกลาง เห็นเลนส์ตามีสีเหลืองมากขึ้นจนอาจเป็นสีน้ำตาลเข้ม (ต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์)

 




รูปแสดง nuclear cataract: ซ้ายมีการขุ่นน้อยเห็นเนื้อเลนส์เป็นสีเหลืองอ่อน กลางมีการขุ่นมากขึ้น และรูปขวามีการขุ่นมากเห็นเลนส์เป็นสีน้ำตาลเข้ม

  • cortical cataract: เกิดการขุ่นของเนื้อเลนส์ชั้นนอก มักเห็นเป็นสีขาวขุ่นที่เลนส์ ถ้าเป็นมากๆ ก็จะเห็นเลนส์ตาเป็นสีขาวขุ่นทั้งอัน หรือที่เรียกว่า “ต้อกระจกสุก”นั่นเอง

Cortical Cataract
รูปแสดง cortical cataract: รูปซ้ายเห็นบางส่วนของเลนส์ตาเป็นสีขาวขุ่นในชั้นนอกของเนื้อเลนส์ รูปขวาเป็นลักษณะที่เป็นมากๆ เรียกว่า “ต้อกระจกสุก”

  • anterior subcapsular cataract: เป็นการขุ่นของชั้นเลนส์ที่อยู่รอบนอกสุดติดกับเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหน้า


รูปแสดง anterior subcapsular cataract

  • posterior subcapsular cataract: เป็นการขุ่นของชั้นเลนส์ที่อยู่รอบนอกสุดติดกับเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลัง


รูปแสดง posterior subcapsular cataract


อาการโดยทั่วไปของผู้เป็นต้อกระจก คือ

  • ตามัวลง โดยมากจะค่อยๆมัวลงช้าๆทีละน้อย นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือโรคอื่นๆบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็ว

Clear View of Virginia Biotechnology Center in Richmond Virginia Nuclear Sclerotic Cataract

  • การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง) เมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืน
  • myopic shift คือ การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็น ‘สายตาสั้น’ มากขึ้น คือการมองไกลจะไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกชนิด nuclear cataract
  • monocular diplopia คือ เห็นภาพซ้อนเหมือนมีวัตถุปกติใดใดมากกว่าหนึ่งอัน ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว
  • glare เห็นดวงไฟเป็นแสงกระจาย มักเห็นชัดเวลาขับรถกลางคืน หรือสู้แสงไม่ได้

Normal view of decorated house. Severe glare with cataract.

  • ปวดตา และมีต้อหินแทรก เป็นภาวะที่อันตรายเนื่องจากต้อหินที่เกิดขึ้น จะทำให้ความดันในลูกตาสูง และประสาทตาเสื่อมตามมาได้ จะมีอาการมัวลงเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ได้ยาก หรือบางครั้ง อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวะ มักพบในคนที่ต้อกระจกสุก หรือเลนส์ตามีความหนามากๆ

การรักษา

  • การรักษาโดยการใช้ยา ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ายาหยอด หรือยากินใดๆ ที่จะช่วยลดการเกิดภาวะต้อกระจกได้
  • ถ้าผู้ป่วยต้อกระจกมีอาการตามัว หรือมองเห็นได้ลำบากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือต้อกระจกนั้นเป็นมากจนมองไม่เห็น หรืออาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ก็ควรเข้ารับการรักษาผ่าตัดเอาต้อกระจกออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ เพื่อให้มีการมองเห็นที่ดีขึ้น
  • การรักษาที่ทำให้ภาวะต้อกระจกหายขาดได้คือการผ่าตัดเอาเลนส์ออก และใส่เลนส์เทียมเข้าไปทดแทน วิธีการผ่าตัดมีหลายแบบ ขึ้นกับลักษณะและความรุนแรงของต้อกระจกที่เป็น
  • ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดต้อกระจกได้รับการพัฒนาจนมีความก้าวหน้ามาก โดยทั่วไปวิธีที่นิยมมากที่สุดคือการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวน์และดูดเอาส่วนของต้อกระจกที่สลายเป็นชิ้นเล็กๆ ออก แล้วใส่เลนส์เทียมเข้าไปทดแทน (Phacoemulsification)


โดยมีหลักในการทำคือ แพทย์จะใช้ใบมีดขนาดเล็กเจาะเปิดแผลขนาดประมาณ 2.6-3.0 มม.ที่ขอบกระจกตาดำ แล้วสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องลูกตาส่วนหน้า เพื่อตัดเปิดบางส่วนของถุงหุ้มเลนส์ที่หุ้มต้อกระจกออก แล้วใช้ส่วนปลายของท่อคลื่นเสียงอัลตราซาวน์สอดเข้าไปสลายต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็กๆแล้วดูดออกจนหมด
จากนั้นจะทำการใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ในถุงหุ้มเลนส์เดิม ซึ่งจะทำให้เลนส์แก้วตาเทียมอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเลนส์แก้วตาธรรมชาติและไม่สามารถเคลื่อนหลุดได้
สำหรับแผลที่ขอบกระจกตาดำนี้มีขนาดเล็กมาก จึงสามารถสมานปิดเป็นปรกติได้เอง โดยอาจไม่จำเป็นต้องเย็บแผล


นอกจากนี้ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยวิธีดังข้างต้น ไม่จำเป็นที่จะต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล สามารถรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ และทำกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้ตามปรกติตั้งแต่เมื่อผ่าตัดเสร็จ การฟื้นสภาพการมองเห็นจะเกิดขึ้นเร็วและคงที่ภายใน 1-2 สัปดาห์

  • สำหรับการผ่าตัดรูปแบบอื่นได้แก่ การผ่าตัดเอาต้อกระจกออกทั้งก้อนแบบเปิดแผลกว้าง (Extracapsular cataract extraction) วิธีนี้เป็นวิธีการรักษาเดิมที่ใช้ได้ผลดี อาจจำเป็นในกรณีที่ต้อกระจกมีความแข็งมากๆ หรือต้อสุกมาก หรือมีเลนส์ตาเคลื่อนจากตำแหน่งปรกติ

โดยแพทย์จะทำการเปิดแผลที่เยื่อบุตาและผนังลูกตาใกล้ขอบกระจกตาดำ กว้างประมาณ 8-13 มม. จากนั้นจะตัดบางส่วนของถุงหุ้มเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก นำต้อกระจกออกมาทั้งก้อน แล้วจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ สุดท้ายจึงเย็บปิดแผลด้วยเส้นไหมที่มีขนาดเล็กมาก(เล็กกว่าเส้นผม)

    


โดยแพทย์จะทำการเปิดแผลที่เยื่อบุตาและผนังลูกตาใกล้ขอบกระจกตาดำ กว้างประมาณ 8-13 มม. จากนั้นจะตัดบางส่วนของถุงหุ้มเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก นำต้อกระจกออกมาทั้งก้อน แล้วจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ สุดท้ายจึงเย็บปิดแผลด้วยเส้นไหมที่มีขนาดเล็กมาก(เล็กกว่าเส้นผม)
การผ่าตัดวิธีนี้ใช้เวลาพักฟื้นและการฟื้นสภาพสายตานานประมาณ 4-6 สัปดาห์ และมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆบ้างในช่วงแรก แต่หลัง 1 เดือนไปแล้วก็สามารถปฏิบัติตัวตามปรกติได้ อย่างไรก็ตามในระยะยาวแม้ว่าแผลที่ตาจะหายดีแล้ว แต่เนื่องจากการผ่าตัดที่มีรอยแผลกว้างร่วมกับการหายของแผลบริเวณเนื้อเยื่อที่เป็นตาขาวจะไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกันเหมือนธรรมชาติ ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดอ่อนของลูกตาที่หากได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจะทำให้ตาแตกได้ ผู้ป่วยที่เคยรับการผ่าตัดต้อกระจกแบบนี้ จึงควรระมัดระวังตัวเองจากอุบัติเหตุต่างๆที่อาจกระทบกระเทือนมาถึงดวงตาได้

  • สำหรับเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular lens: IOL)เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ทำขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่มีปัญหาจนต้องผ่าตัดเอาออกไป เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง เลนส์แก้วตาเทียมทำจากสารที่มีคุณสมบัติเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อภายในลูกตา ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาของร่างกายต่อวัตถุแปลกปลอม ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้แก่ PMMA, Silicone และ Acrylic โดยสองชนิดหลังจะถูกใช้ในการทำเลนส์พับ ที่สามารถพับสอดผ่านเข้าแผลผ่าตัดสลายต้อกระจกที่มีขนาดเล็กได้

 
 

รูปทรงของเลนส์แก้วตาเทียมประกอบด้วย ส่วนกลางของเลนส์ (optic) และขาเลนส์(haptic) มีแตกต่างกันไปหลายแบบ แต่ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เลนส์มีความเสถียรและวางตัวอยู่ตรงกลางถุงหุ้มเลนส์ได้ดี ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมแบ่งได้ดังนี้

  • Monofocal IOL เป็นเลนส์ที่โฟกัสภาพระยะเดียวจะทำให้มองเห็นในระยะไกลได้ชัดเจนดี แต่ต้องใช้แว่นตาช่วยในการมองระยะใกล้ เพราะมีกำลังในการหักเหแสงเพียงกำลังเดียว

  • เลนส์ที่มีจุดโฟกัสภาพหลายระยะ (Multifocal IOL) ช่วยให้สามารถมองเห็นได้ชัดทุกระยะโดยไม่จำเป็น ต้องสวมแว่นตา สังเกตว่า optic ของเลนส์แก้วตาเทียมจะมีลักษณะเป็นวงๆ หลายวง ซึ่งแต่ละวงจะมีกำลังในการหักเหแสงแตกต่างกัน ทำให้มองเห็นได้หลายระยะ

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะทำให้สามารถมองได้หลายระยะ แต่ในเรื่องของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง) อาจสู้ชนิดของเลนส์ที่มีความชัดระยะเดียวไม่ได้

  • เลนส์ที่สามารถเคลื่อนขยับตัวเพื่อปรับโฟกัสได้เอง (Accommodative IOL) คล้ายลักษณะการทำงานของเลนส์แก้วตาธรรมชาติ ทำให้มองได้ชัดทั้งไกลใกล้ โดยไม่ต้องใช้แว่นตา แต่เลนส์ชนิดนี้ยังไม่ได้มีการนำมาใช้ทางคลินิกเท่าไรนัก เนื่องจากผลที่ได้จากการทดลองยังไม่แน่นอน

  • เลนส์ที่แก้ค่าสายตาเอียงในตัว (Toric IOL) ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาแก้สายตาเอียงหลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีสายตาเอียงอยู่เดิม แต่ทั่วไปที่มีตามท้องตลาดจะสามารถแก้ภาวะสายตาเอียงได้ประมาณ 100-200 เท่านั้น ตัวเลนส์จะมี marker ที่ทำให้จักษุแพทย์สามารถวางเลนส์แก้วตาเทียมได้ตามองศาของสายตาเอียง
  
ข้อปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
  • ในวันแรกของการผ่าตัด ควรปิดตาไว้ ยังไม่ต้องเปิดหยอดยา แพทย์จะนัดมาเปิดตาในวันรุ่งขึ้น
  • สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน รับประทานอาหารและยาประจำตัวรวมทั้งยากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ตามปรกติ ตั้งแต่ผ่าตัดเสร็จ ถ้ามีข้อห้ามเฉพาะ แพทย์จะแจ้งให้ทราบเป็นรายๆไป
  • หลีกเลี่ยงอย่าให้น้ำเข้าตาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ใช้เช็ดหน้าแทนการล้างหน้า งดสระผม หรือถ้าจะสระผมควรใช้วิธีนอนหงายให้ผู้อื่นสระให้
  • แพทย์จะสอนวิธีเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาข้างที่ผ่าตัด ควรทำทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง แต่ไม่ต้องปิดผ้าได้ถ้าไม่รู้สึกเคืองตา การครอบฝาเพื่อกันกระแทกหรือการเผลอไปขยี้ตา จึงควรครอบฝาที่ตาไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานอน ตอนกลางวันถ้าไม่อยากครอบฝาอาจสวมแว่นกันแดดแทนได้
  • หลีกเลี่ยงฝุ่น ควันอย่าให้เข้าตา ตลอดช่วงเวลาที่ห้ามน้ำเข้าตา
  • หยอดยา ป้ายยา รับประทานยาตามที่แพทย์กำหนด
  • มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  • ถ้ามีอาการอะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกว่าแย่ลง เช่น เคืองตามากขึ้น ปวดตา ตากลับมาแดง ขี้ตามากขึ้น เปลือกตาบวม หรือการมองเห็นลดลง ต้องรีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอจนถึงวันนัดตรวจครั้งต่อไป เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นหลังผ่าตัดได้

ภาวะถุงหุ้มเลนส์เทียมขุ่น (posterior capsular opacification: PCO)
ที่นำมากล่าวในบทความนี้เนื่องจากภาวะ PCO เป็นภาวะที่พบได้บ่อยหลังจากทำผ่าตัดต้อกระจกสักระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้ตามัวลงได้
อย่างที่กล่าวในข้างต้นคือการผ่าตัดต้อกระจกแพทย์จะเหลือส่วนของถุงหุ้มเลนส์ไว้เพื่อเป็นที่วางเลนส์แก้วตาเทียมไว้ในลูกตา ส่วนของถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่นี้เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการขุ่นขึ้นได้ดังรูป

Image:Posterior capsular opacification on retroillumination.jpg  


ภาวะนี้ไม่ได้พบในผู้ที่ทำต้อกระจกทุกราย แต่จะพบได้มากขึ้นในผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือมีโรคตาบางอย่าง เช่น ม่านตาอักเสบ, pseudoexfoliation syndrome รวมถึงชนิดและดีไซน์ของเลนส์แก้วตาเทียม โดยถ้าทำจาก PMMA อาจพบได้บ่อยกว่าที่ทำจาก silicone หรือ acrylic และลักษณะของเลนส์เทียมที่เป็น square edge optic พบได้น้อยกว่าแบบที่เป็น round edge optic

อาการที่พบได้แก่ ตามัวลงอีกครั้งหลังการผ่าตัดต้อกระจกระยะหนึ่ง หรือเห็นแสงกระจายรอบดวงไฟ
การรักษา: วิธีรักษาภาวะนี้ทำได้ง่ายด้วยการยิงเลเซอร์ ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้ยิงคือ Nd:YAG การยิงเลเซอร์จะทำเพื่อให้ถุงหุ้มเลนส์เทียมที่ขุ่นเปิดออกเป็นช่องตรงกลาง ทำให้กลับมามองเห็นได้ดีเหมือนหลังผ่าตัดใหม่ๆ ภาวะแทรกซ้อนจากการยิงเลเซอร์มีรายงานประปราย เช่น จุดรับภาพที่จอตาบวม หรือจอประสาทตาฉีกขาด แต่โอกาสเกิดน้อยมาก ดังนั้นการยิงเลเซอร์ในภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูงและไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล