Language

THAI ENGLISH GERMAN  CHINESE JAPANESE RUSSIA
SWEDISH FRANCAIS  ITALIANO SPANISH DUTCH ARABIC

สุขภาพสายตา

ความรู้คู่สายตา
จอประสาทตา
สายตาสั้น
ใครคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการวัด..
การเจริญเติบโตของลูกตาในเด็ก
ต้อหิน
การดูแลสุขภาพสายตาเบื้องต้น
ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก
ภูมิแพ้เยื่อบุตา
ภูมิแพ้เยื่อบุตาชนิด vernal
การตรวจตาในเด็ก
การรักษาตาขี้เกียจ
ต้อเนื้อต้อลม
ตาแดงในเด็กแรกเกิด
สิ่งแปลกปลอมที่กระจกตา
อาการมองเห็นจุดดำ หรือลูกน้ำลอยไปมา
ความผิดปรกติของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน
ความสามารถในการมองเห็น
ต้อกระจก
ตาแห้ง
เส้นเลือดดำในตาอุดตัน
สารเคมีเข้าตา
ปัญหาเกี่ยวกับหนังตาที่พบได้บ่อย
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 1
การเปลี่ยนแปลงของดวงตากับการตั้งครรภ์ : 2
กระจกตาติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 1
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์ : 2
โรคจอประสาทตาเสื่อม : 1
เปลือกตาอักเสบ
ต้อกระจก และการรักษา
การวัดสายตาและการให้ค่าสายตาคนสายตาสั้น
สายตายาวผู้สูงอายุ (Presbyopia)


          

 

การตรวจวัดสายตา

การวัดสายตาระบบ 3 มิติ
โดย ดร.ปฐมา เชิดชูเกียรติสกุล
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์ระบบการมองเห็นสามมิติ ( Doctor of Optometry ) ประจำศูนย์แว่นตาไอซอพติก

         ในการวัดสายตา
1. จะต้องเริ่มต้นจากการวัด Visual Acuity หรือที่นิยมเรียกว่าV.A. ซึ่ง V.A.นี้หมายถึงความสามารถในการมองเห็น ซึ่งวิธีการวัด V.A. เราจะทำการวัดตาทีละข้างเริ่มจากวัด V.A.ตาขวาโดยปิดตาซ้าย วัด V.A.ตาซ้ายโดยปิดตาขวา และวัด V.A.ของตาทั้ง2ข้างโดยเปิดตา ทั้ง2ข้างพร้อมกัน โดยที่เวลาวัด V.A เราสามารถวัดได้ทั้ง V.A.ตาเปล่าซึ่งหมายถึงวัด V.A. โดยไม่ได้ใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส ์เป็นการวัดความสามารถในการมองเห็นตามธรรมชาติของตาโดยยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลย หรือวัด V.A.แว่นเดิมในกรณีที่ผู้ถูกวัดเคยใช้ ้แว่นสายตาอยู่แล้วและวัดความสามารถในการเห็นของแว่นที่ใช้อยู่ ประโยชน์จากการวัด V.A.ตาเปล่าหรือ V.A.แว่นเดิมเพื่อใช้ในการเปรียบ เทียบความสามารถในการมองเห็นก่อนที่จะทำการวัดสายตา และความสามารถในการเห็นหลังวัดสายตาและได้ค่าสายตาใหม่แล้วเพื่อใช้ใน การวิเคราะห์ค่าสายตาใหม ที่เหมาะสม

1

2. หลังจากวัด V.A.แล้วคือการวัดความโค้งของกระจกตาหรือการหาค่า K การหาค่า K จะทำให้เราสามารถประเมินค่าสายตาเอียงและองศาได้

2

3. เริ่มต้นการหาค่าสายตาโดยวิธีObjective คือการที่เราหาค่าสายตาเบื้องต้นโดยที่ผู้ถูกวัดไม่ต้องตอบอะไรทั้งสิ้น ผู้วัดจะเป็นผู้หาค่าสายตา นั้นออกมาเองโดยวิธีที่ใช้สามารถใช้ได้ทั้งวิธีการ Retinoscopy หรือการใช้ Autorefraction โดยทำการวัดทีละตาเมื่อได้ค่าสายตาออกมา จึงดำเนินการขั้นต่อไป

3

4. การวัดหาค่าสายตาแบบ Subjective จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ถูกวัดแต่ละคนโดยที่ผู้ถูกวัดจะต้องร่วมในการวัดโดย ตอบคำถามซึ่งจะแบ่งเป็นขั้นตอนย่อยๆต่อไปนี้

4

                4.1 หาค่าสายตาที่เหมาะสมของตาแต่ละข้างโดยเริ่มจากตรวจวัดตาขวาก่อนและปิดตาซ้ายไว้ ขั้นแรกจะหาค่าsphereที่ดีที่สุด ก่อนหาค่าสายตาเอียงโดยวิธี Red-green Test หรือวิธี Step downเมื่อได้ค่าsphereที่ดีที่สุดเบื้องต้นแล้ว เราจะหาค่าสายตาเอียงและ องศาของตาเอียงที่เหมาะสมที่สุดโดยวิธี Jackson Cross Cylinder หรือที่เราเรียกว่าJCC ซี่งเมื่อได้ค่าสายตาเอียงและองศาที่เหมาะสมที่สุด แล้วเราจะทำการหาค่าsphereหรือค่าสายสั้นหรือสายตายาวที่ดีที่สุดอีกครั้ง หลังจากที่เราหาค่าสายตาเอียงเรียบร้อยแล้วโดยวิธีRed-Green Test หรือวิธี Step down อีกครั้งเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ทำให้การมองเห็นดีที่สุดในตาแต่ละข้างโดยที่ควบคุมไม่ให้เกิดการให้ค่าสายตามากเกิน เมื่อตรวจตาข้างขวาเรียบร้อยแล้วก็จะทำขั้นตอนต่างๆนี้อีกครั้งกับตาด้านซ้ายโดยสลับปิดตาขวาและเปิดตาซ้าย ซึ่งจะทำให้ได้ค่าสายตา ที่ดีที่สุดสำหรับตาแต่ละข้างแล้วเราจึงดำเนินการวัดสายตาขั้นตอนต่อไป

               4.2 จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ตา2ข้างร่วมกัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากการวัด สายตาทีละข้างโดยปิดตาทีละข้างนั้นอาจทำให้เกิดการAccommodationของตาทีละข้างในระดับที่ต่างกันได (แต่เราจำเป็นต้องวัดตาทีละข้าง ก่อนเพื่อให้รูู้ถึงความสามารถในการเห็นของตาทีละข้าง)และเมื่อมอง2ตาพร้อมกันการควบคุมAccommodationของ2ตาถูกควบคุมในระดับที่เท่า กันเราจึงหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับที่จะทำให้การมองเห็นของ2ตาดีที่สุดและทั้ง2ตาเห็นได้ใกล้เคียงกันมากที่สุดโดยวิธีการจะใช้สไลด์ ์ที่มีระบบporalizedร่วมโดยการที่เมื่อมอง2ตาพร้อมกันจะเห็นภาพสไลด์เต็มแต่ในความเป็นจริงแล้วภาพสไลด์นี้ครึ่งหนึ่งจะมองเห็นได้ด้วยตาขวา และอีกครึ่งหนึ่งจะเห็นได้ด้วยตาซ้ายเป็นการควบคุมให้2ตามองเห็นพร้อมกันและสามารถแยกแยะและเปรียบเทียบการมองเห็นของ2ตาได้เพื่อให้ ได้ค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประกอบเป็นแว่นสายตา

5. การวัดประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของ2ตา เมื่อได้ค่าสายตาแล้วเรายังต้องตรวจเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพการมองเห็นร่วมกันของ2ตาเช่น  ความสามารถในการเห็นภาพ3 มิติโดยใช้สไลด์ที่เมื่อมองผ่านเลนส์ จะเห็นเป็นภาพ 3 มิติภาพจะมีระดับความลึกของภาพต่างกัน เพื่อทดสอบดูว่า ผู้ถูกตรวจสามารถแยกแยะระดับความลึกของภาพได้ดีมากน้อยแค่ไหนอันดับต่อมาที่ต้องตรวจคือตาทั้ง2ข้างสามารถวางตำแหน่งของภาพของ ตาทั้ง2ตา ณ ตำแหน่งเดียวกันพอดีหรือไม่(เป็นการตรวจAssociated Phoria) วิธีการตรวจจะทำโดยภาพสไลด์เต็มนั้นบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตา ขวา และบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตาซ้าย เมื่อผู้ถูกตรวจมองภาพสไลด์ทั้ง2ตา จะให้ดูตำแหน่งของภาพทั้ง2ส่วนว่าความสัมพันธ์ของภาพทั้ง2ส่วน เป็นอย่างไร  อยู่ในจุดที่เชื่อมต่อกันพอดีหรือตำแหน่งของภาพวางเยื้องกันอยู่และเยื้องกันอยู่ในแนวใดเพื่อหาค่าปริซึมที่จะเลื่อนภาพให้มาวางใน ตำแหน่งที่เชื่อมต่อกันได้พอดีค่าที่ได้จะใช้ในกรณีที่ผู้ถูกตรวจนอกจากจะมีปัญหาสายตาซึ่งแก้ไขด้วยเลนส์สายตาทั่วไปแล้วแต่ยังคงมีอาการเห็น ชัดไม่เต็มที่(เนื่องจากภาพดูเหมือนซ้อนกันไม่สนิท) หรือมีอาการปวดตาอยู่(เนื่องจากตาต้องทำงานมากกว่าปกติเพื่อให้ตา 2ข้างทำงานร่วมกัน) เนื่องจากยังมีปัญหาการมองเห็นร่วมกันของ2ตา(Binocular Vision)ซึ่งต้องแก้ไขด้วยเลนส์เฉพาะนี้ด้วย

5

6. เมื่อวัดความสามารถการมองเห็นในระยะไกลไปแล้ว อันดับต่อไปจะเป็นการวัดการมองเห็นในระยะใกล้  โดยปกติจะวัดที่ระยะ 40ซม.เพื่อดูว่าระบบ การAccommodationของผู้ถูกวัดว่าระบบการปรับโฟกัสอัตโนมัติน ี้จะสามารถปรับโฟกัสได้พอดีหรือไม่เมื่อต้องการอ่านหนังสือหรือดูงานที่ระยะ40ซม. นี้โดยใช้ near cross grid ซึ่งหลักการทำงานของมันคือใช้เลนส์แตกภาพของเส้นตั้งและเส้นนอนออกจากกัน ให้อันหนึ่งตกก่อนและอีกอันหนึ่งตกหลัง จอประสาทตา ถ้าตาเราโฟกัสภาพตกบนจอประสาทตาพอดีจะทำให้เส้นตั้งและเส้นนอนชัดเท่ากัน ถ้าเส้นตั้งและเส้นนอนชัดไม่เท่ากันก็จะมีการปรับเลนส ์เพื่อให้เส้นทั้ง2ชัดเท่ากัน ทำให้เราได้ค่าเลนส์ที่จะช่วยให้ภาพในระยะใกล้โฟกัสบนจอประสาทตาพอดี  นอกจากนี้เรายังใช้วิธีการตรวจหา NRA (Negative Relative Accommodation) และ PRA(Positive Relative Accommodation)เพื่อหาช่วงความสามารถของการAccommodationเพื่อตรวจดูว่า ระบบการAccommodationอยู่ในช่วงที่ปกติหรือไม่และสามารถช่วยในการหาค่าเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับการดูระยะใกล้ด้วย

6

7.เมื่อได้ค่าจากการวัดทั้งค่าสายตามองระยะไกลทั่วไปและค่าสายตาสำหรับการอ่านหนังสือแล้วเราจะนำค่าที่ได้มาใส่ในกรอบลองเลนส์เพื่อให้ผู้ถูกตรวจ สามารถลองใส่ในสภาวะจริงใส่เดินทั่วไปเพื่อดูการปรับตัวและการยอมรับกับค่าสายตานั้นมากน้อยแค่ไหนละลองอ่านหนังสือในระยะจริงที่ผู้ถูกตรวจต้อง ใช้งานในระยะนั้นเป็นประจำเพื่อปรับค่าสายตาครั้งสุดท้ายก่อนไดค่าสายตาที่จะใช้เป็นค่าที่จะประกอบแว่นจริงในที่สุด

7


จากหนังสือ ผู้หญิง เดือน มีนาคม 2551

จากหนังสือ เสนารักษ์เหล่าแพทย์ประจำปี 2551

จากหนังสือ Swing เดือน ธันวาคม 2550

จากหนังสือ Sansiri เดือน ธันวาคม 2550

จากหนังสือ พลอยแกมเพชร เดือน ธันวาคม 2550

จากหนังสือ Medical Time เดือน พฤศจิกายน 2550

จากหนังสือ RBSC ฉบับเดือน มีนาคม 2551

จากหนังสือ Living In Thailand เดือน มกราคม 2551

จากหนังสือ Prestige เดือน มกราคม 2551

จากหนังสือ Living In Thailand ฉบับ กันยายน 2550

จากหนังสือ RBSC ฉบับเดือน กันยายน 2550

จากหนังสือ In Residence ฉบับเดือน กันยายน 2550

อ่านทั้งหมด...