การวัดสายตาระบบ 3 มิติ
โดย ดร.ปฐมา เชิดชูเกียรติสกุล
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์ระบบการมองเห็นสามมิติ ( Doctor of Optometry ) ประจำศูนย์แว่นตาไอซอพติก
ในการวัดสายตา
1. จะต้องเริ่มต้นจากการวัด Visual Acuity หรือที่นิยมเรียกว่าV.A. ซึ่ง V.A.นี้หมายถึงความสามารถในการมองเห็น ซึ่งวิธีการวัด V.A.
เราจะทำการวัดตาทีละข้างเริ่มจากวัด V.A.ตาขวาโดยปิดตาซ้าย วัด V.A.ตาซ้ายโดยปิดตาขวา และวัด V.A.ของตาทั้ง2ข้างโดยเปิดตา
ทั้ง2ข้างพร้อมกัน โดยที่เวลาวัด V.A เราสามารถวัดได้ทั้ง V.A.ตาเปล่าซึ่งหมายถึงวัด V.A. โดยไม่ได้ใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส
์เป็นการวัดความสามารถในการมองเห็นตามธรรมชาติของตาโดยยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลย หรือวัด V.A.แว่นเดิมในกรณีที่ผู้ถูกวัดเคยใช้
้แว่นสายตาอยู่แล้วและวัดความสามารถในการเห็นของแว่นที่ใช้อยู่ ประโยชน์จากการวัด V.A.ตาเปล่าหรือ V.A.แว่นเดิมเพื่อใช้ในการเปรียบ
เทียบความสามารถในการมองเห็นก่อนที่จะทำการวัดสายตา และความสามารถในการเห็นหลังวัดสายตาและได้ค่าสายตาใหม่แล้วเพื่อใช้ใน
การวิเคราะห์ค่าสายตาใหม ที่เหมาะสม

2. หลังจากวัด V.A.แล้วคือการวัดความโค้งของกระจกตาหรือการหาค่า K การหาค่า K จะทำให้เราสามารถประเมินค่าสายตาเอียงและองศาได้

3. เริ่มต้นการหาค่าสายตาโดยวิธีObjective คือการที่เราหาค่าสายตาเบื้องต้นโดยที่ผู้ถูกวัดไม่ต้องตอบอะไรทั้งสิ้น ผู้วัดจะเป็นผู้หาค่าสายตา
นั้นออกมาเองโดยวิธีที่ใช้สามารถใช้ได้ทั้งวิธีการ Retinoscopy หรือการใช้ Autorefraction โดยทำการวัดทีละตาเมื่อได้ค่าสายตาออกมา
จึงดำเนินการขั้นต่อไป

4. การวัดหาค่าสายตาแบบ Subjective จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ถูกวัดแต่ละคนโดยที่ผู้ถูกวัดจะต้องร่วมในการวัดโดย
ตอบคำถามซึ่งจะแบ่งเป็นขั้นตอนย่อยๆต่อไปนี้

4.1 หาค่าสายตาที่เหมาะสมของตาแต่ละข้างโดยเริ่มจากตรวจวัดตาขวาก่อนและปิดตาซ้ายไว้ ขั้นแรกจะหาค่าsphereที่ดีที่สุด
ก่อนหาค่าสายตาเอียงโดยวิธี Red-green Test หรือวิธี Step downเมื่อได้ค่าsphereที่ดีที่สุดเบื้องต้นแล้ว เราจะหาค่าสายตาเอียงและ
องศาของตาเอียงที่เหมาะสมที่สุดโดยวิธี Jackson Cross Cylinder หรือที่เราเรียกว่าJCC ซี่งเมื่อได้ค่าสายตาเอียงและองศาที่เหมาะสมที่สุด
แล้วเราจะทำการหาค่าsphereหรือค่าสายสั้นหรือสายตายาวที่ดีที่สุดอีกครั้ง หลังจากที่เราหาค่าสายตาเอียงเรียบร้อยแล้วโดยวิธีRed-Green
Test หรือวิธี Step down อีกครั้งเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ทำให้การมองเห็นดีที่สุดในตาแต่ละข้างโดยที่ควบคุมไม่ให้เกิดการให้ค่าสายตามากเกิน
เมื่อตรวจตาข้างขวาเรียบร้อยแล้วก็จะทำขั้นตอนต่างๆนี้อีกครั้งกับตาด้านซ้ายโดยสลับปิดตาขวาและเปิดตาซ้าย ซึ่งจะทำให้ได้ค่าสายตา
ที่ดีที่สุดสำหรับตาแต่ละข้างแล้วเราจึงดำเนินการวัดสายตาขั้นตอนต่อไป
4.2 จะเป็นการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ตา2ข้างร่วมกัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากการวัด
สายตาทีละข้างโดยปิดตาทีละข้างนั้นอาจทำให้เกิดการAccommodationของตาทีละข้างในระดับที่ต่างกันได (แต่เราจำเป็นต้องวัดตาทีละข้าง
ก่อนเพื่อให้รูู้ถึงความสามารถในการเห็นของตาทีละข้าง)และเมื่อมอง2ตาพร้อมกันการควบคุมAccommodationของ2ตาถูกควบคุมในระดับที่เท่า
กันเราจึงหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับที่จะทำให้การมองเห็นของ2ตาดีที่สุดและทั้ง2ตาเห็นได้ใกล้เคียงกันมากที่สุดโดยวิธีการจะใช้สไลด์
์ที่มีระบบporalizedร่วมโดยการที่เมื่อมอง2ตาพร้อมกันจะเห็นภาพสไลด์เต็มแต่ในความเป็นจริงแล้วภาพสไลด์นี้ครึ่งหนึ่งจะมองเห็นได้ด้วยตาขวา
และอีกครึ่งหนึ่งจะเห็นได้ด้วยตาซ้ายเป็นการควบคุมให้2ตามองเห็นพร้อมกันและสามารถแยกแยะและเปรียบเทียบการมองเห็นของ2ตาได้เพื่อให้
ได้ค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประกอบเป็นแว่นสายตา
5. การวัดประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของ2ตา เมื่อได้ค่าสายตาแล้วเรายังต้องตรวจเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพการมองเห็นร่วมกันของ2ตาเช่น
ความสามารถในการเห็นภาพ3 มิติโดยใช้สไลด์ที่เมื่อมองผ่านเลนส์ จะเห็นเป็นภาพ 3 มิติภาพจะมีระดับความลึกของภาพต่างกัน เพื่อทดสอบดูว่า
ผู้ถูกตรวจสามารถแยกแยะระดับความลึกของภาพได้ดีมากน้อยแค่ไหนอันดับต่อมาที่ต้องตรวจคือตาทั้ง2ข้างสามารถวางตำแหน่งของภาพของ
ตาทั้ง2ตา ณ ตำแหน่งเดียวกันพอดีหรือไม่(เป็นการตรวจAssociated Phoria) วิธีการตรวจจะทำโดยภาพสไลด์เต็มนั้นบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตา
ขวา และบางส่วนจะมองเห็นได้ด้วยตาซ้าย เมื่อผู้ถูกตรวจมองภาพสไลด์ทั้ง2ตา จะให้ดูตำแหน่งของภาพทั้ง2ส่วนว่าความสัมพันธ์ของภาพทั้ง2ส่วน
เป็นอย่างไร อยู่ในจุดที่เชื่อมต่อกันพอดีหรือตำแหน่งของภาพวางเยื้องกันอยู่และเยื้องกันอยู่ในแนวใดเพื่อหาค่าปริซึมที่จะเลื่อนภาพให้มาวางใน
ตำแหน่งที่เชื่อมต่อกันได้พอดีค่าที่ได้จะใช้ในกรณีที่ผู้ถูกตรวจนอกจากจะมีปัญหาสายตาซึ่งแก้ไขด้วยเลนส์สายตาทั่วไปแล้วแต่ยังคงมีอาการเห็น
ชัดไม่เต็มที่(เนื่องจากภาพดูเหมือนซ้อนกันไม่สนิท) หรือมีอาการปวดตาอยู่(เนื่องจากตาต้องทำงานมากกว่าปกติเพื่อให้ตา 2ข้างทำงานร่วมกัน)
เนื่องจากยังมีปัญหาการมองเห็นร่วมกันของ2ตา(Binocular Vision)ซึ่งต้องแก้ไขด้วยเลนส์เฉพาะนี้ด้วย

6. เมื่อวัดความสามารถการมองเห็นในระยะไกลไปแล้ว อันดับต่อไปจะเป็นการวัดการมองเห็นในระยะใกล้ โดยปกติจะวัดที่ระยะ 40ซม.เพื่อดูว่าระบบ
การAccommodationของผู้ถูกวัดว่าระบบการปรับโฟกัสอัตโนมัติน ี้จะสามารถปรับโฟกัสได้พอดีหรือไม่เมื่อต้องการอ่านหนังสือหรือดูงานที่ระยะ40ซม.
นี้โดยใช้ near cross grid ซึ่งหลักการทำงานของมันคือใช้เลนส์แตกภาพของเส้นตั้งและเส้นนอนออกจากกัน ให้อันหนึ่งตกก่อนและอีกอันหนึ่งตกหลัง
จอประสาทตา ถ้าตาเราโฟกัสภาพตกบนจอประสาทตาพอดีจะทำให้เส้นตั้งและเส้นนอนชัดเท่ากัน ถ้าเส้นตั้งและเส้นนอนชัดไม่เท่ากันก็จะมีการปรับเลนส
์เพื่อให้เส้นทั้ง2ชัดเท่ากัน ทำให้เราได้ค่าเลนส์ที่จะช่วยให้ภาพในระยะใกล้โฟกัสบนจอประสาทตาพอดี นอกจากนี้เรายังใช้วิธีการตรวจหา NRA
(Negative Relative Accommodation) และ PRA(Positive Relative Accommodation)เพื่อหาช่วงความสามารถของการAccommodationเพื่อตรวจดูว่า
ระบบการAccommodationอยู่ในช่วงที่ปกติหรือไม่และสามารถช่วยในการหาค่าเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับการดูระยะใกล้ด้วย

7.เมื่อได้ค่าจากการวัดทั้งค่าสายตามองระยะไกลทั่วไปและค่าสายตาสำหรับการอ่านหนังสือแล้วเราจะนำค่าที่ได้มาใส่ในกรอบลองเลนส์เพื่อให้ผู้ถูกตรวจ
สามารถลองใส่ในสภาวะจริงใส่เดินทั่วไปเพื่อดูการปรับตัวและการยอมรับกับค่าสายตานั้นมากน้อยแค่ไหนละลองอ่านหนังสือในระยะจริงที่ผู้ถูกตรวจต้อง
ใช้งานในระยะนั้นเป็นประจำเพื่อปรับค่าสายตาครั้งสุดท้ายก่อนไดค่าสายตาที่จะใช้เป็นค่าที่จะประกอบแว่นจริงในที่สุด

|