![]() |
สุขภาพสายตาความรู้คู่สายตา |
โรคจอประสาทตาเสื่อม (age-related macular degeneration; AMD) เป็นโรคที่อาจรู้จักกันไม่มากนักในคนไทย แต่เป็นโรคทางตาที่สำคัญมากโรคหนึ่ง เพราะทำให้สูญเสียการมองเห็นได้อย่างถาวร โดยทั่วไปโรคนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเกิดจากความเสื่อมที่บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (macula) ความผิดปรกติของการมองเห็นที่เกิดขึ้นได้แก่ มองเห็นภาพไม่ชัด เห็นเส้นตรงกลายเป็นคลื่นหรือบิดเบี้ยว หรือมีจุดดำๆ ตรงกลางภาพ
โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การทราบถึงปัจจัยเสี่ยง อาการที่เกิดขึ้น อาจช่วยให้วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นและได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก จุดศูนย์กลางของจอประสาทตาคืออะไร?
ภาพแสดงจุดศูนย์กลางหรือจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา (macula) และภาพทางขวาเป็นลักษณะของจุดรับภาพที่ปรกติ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความไวต่อแสงมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นภาพตรงกลางของลานสายตา ให้รายละเอียดและความชัดเจนของภาพที่เรามองเห็นมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณอื่นของจอประสาทตา นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการมองภาพสี หากมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จุดนี้ การมองเห็นภาพตรงกลางของลานสายตาจะเปลี่ยนไป ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งมีความผิดปรกติที่ macula แบ่งได้ 2 ชนิด คือ
Non-exudative (dry AMD) ความผิดปกติในกลุ่มนี้พบได้ประมาณ 85% ของผู้ป่วย AMD ทั้งหมด กลุ่มนี้จะมีการดำเนิน ของโรคอย่างช้าๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม wet AMD แต่ในรายที่เป็นรุนแรงก็ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้อย่างมาก พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นเกิดจากการสะสมของสารของเสียที่เกิดในชั้นใต้จอประสาทตา เห็นเป็นลักษณะจุดเหลืองๆ ที่บริเวณจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา เรียกว่า “drusen”
การเกิดของ drusen จำนวนมากทำให้การไหลเวียนของเลือดที่ชั้นจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพตรงกลางผิดปรกติไป การทำงานของเซลล์บริเวณนี้จึงมีการเสื่อมสภาพ และตายไปในที่สุด บริเวณที่มีการเสื่อมอาจมีตั้งแต่จุดเสื่อมเล็ก ไม่มีผลต่อการมองเห็นนัก จนถึงระยะรุนแรงคือมีการเสื่อมเป็นบริเวณกว้าง เรียกว่า “geographic atrophy” ซึ่งทำให้การมองเห็นเสียได้อย่างถาวร
อาการที่พบ : มองเห็นชัดบ้างมัวบ้าง ความชัดของภาพที่เห็นลดลง อ่านหนังสือลำบาก การแยกการมองเห็นสีลำบาก ภาพบิดเบี้ยว ความสว่างของภาพเปลี่ยนไป และจุดดำตรงกลางภาพ
การรักษาภาวะ dry AMD ต้องยอมรับว่าการป้องกันเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เนื่องจากภาวะ dry AMD ไม่มีการรักษาเมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นแล้ว การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าในรายที่เป็น dry AMD ในตาข้างหนึ่งแล้ว การรับประทานสารพวก antioxidant ซึ่งประกอบด้วย vitamin A, vitamin E, zinc และ lutein อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคในตาอีกข้างหนึ่งได้ นอกจากนี้การพยายามลดปัจจัยเสี่ยงที่เราควบคุมได้ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะนี้ได้ ซึ่งได้แก่
ในบทต่อไปจะกล่าวถึงรายละเอียดของโรค wet AMD ซึ่งเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดที่ทำให้การมองเห็นเสียได้อย่างรวดเร็ว |
|
|