ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้คอนแทคเลนส์: ตอนที่ 2
โดย แพทย์หญิง อรทัย ชาญสันติ จักษุแพทย์ประจำศูนย์แว่นตาไอซอพติก
ปัญหากระจกตาชั้นผิวนอก (epithelium)
- การถลอกของกระจกตาชั้นผิวนอก :เนื่องจากคอนแทคเลนส์ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่วางอยู่บนกระจกตา แต่ละครั้งของการกระพริบตาจะมีการเคลื่อนของคอนแทคเลนส์ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการถูไถและถลอกของกระจกตาชั้นผิวนอกได้ การเกิดการถลอกของชั้นผิวนอกกระจกตาเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าคอนแทคเลนส์ที่เราใส่อาจมีความโค้งที่ไม่เหมาะสมกับกระจกตาของเรา ทำให้เกิดการกดทับที่มากและถูไถกับผิวชั้นนอกของกระจกตาเมื่อกระพริบตา การเกิดการถลอกของชั้นนี้จะทำให้เชื้อโรคมีโอกาสเข้าไปเจริญเติบโตในเนื้อกระจกตาและเกิดเป็นแผลติดเชื้อได้ หรือการที่มีการถลอกซ้ำๆ แม้จะไม่มีการติดเชื้อก็จะกระตุ้นให้เกิดเป็นแผลเป็นขุ่นขาวได้เช่นกัน

ภาพแสดงการถลอกของกระจกตาชั้นผิวนอก ภาพซ้ายในตำแหน่งที่มีลูกศร ภาพขาวคือตำแหน่งที่ติดสีเขียวจากการย้อมสีทางจักษุ
นอกจากปัจจัยด้านความโค้งของคอนแทคเลนส์แล้ว การถอดใส่คอนแทคเลนส์อย่างไม่ระมัดระวัง หรือการมีสิ่งแปลกปลอมติดที่ผิวด้านในของคอนแทคเลนส์ หรือขอบคอนแทคเลนส์มีการฉีกขาดล้วนทำให้มีโอกาสจะเกิดการถลอกของชั้นผิวนอกกระจกตาได้
- จุดแห้งที่ผิวกระจกตาชั้นนอก :เกิดจากความโค้งของกระจกตาไม่เหมาะสม ทำให้การเคลื่อนของคอนแทคเลนส์บนดวงตาไม่เหมาะสม และการไหลเวียนของน้ำตาที่ผ่านคอนแทคเลนส์ก็จะผิดปรกติไป ส่วนใหญ่มักพบกับคอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง แต่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มก็พบได้โดยเกิดจากภาวะตาแห้งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความโค้งของเลนส์

ภาพแสดงจุดแห้งที่ผิวกระจกตาชั้นนอก เห็นเป็นจุดๆ สีเขียวจากการย้อมสีทางจักษุ
ปัญหาของการเกิดจุดแห้งบนผิวกระจกตาเรื้อรังจะทำให้เกิดการบางของกระจกตาได้ (dellen) หรือมีการเสื่อมของกระจกตา หรือมีเยื่อบุตาลามเข้ามาในกระจกตาคล้ายต้อเนื้อได้ (pseudopterygium)

ลูกศรแสดงตำแหน่งที่มีการบางตัวลงของกระจกตา
- ภาวะการขาดออกซิเจนของกระจกตา : โดยปรกติกระจกตาจะได้รับออกซิเจนจากอากาศภายนอกโดยตรง การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเสมือนสิ่งที่ขวางกั้นการรับออกซิเจนอย่างเต็มที่ของกระจกตา ซึ่งเป็นเหตุให้กระจกตาขาดออกซิเจนได้ การเกิดภาวะนี้อาจเกิดเป็นแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง ทำให้ผิวกระจกตาชั้นนอกบวมและตามัวชั่วคราว จนถึงเกิดในระดับที่รุนแรงจะทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกของกระจกตามีการตายหลุดลอกออกได้

ภาพแสดงการขาดออกซิเจนทำให้เซลล์ผิวมีการตายเห็นเป็นสีขาวขุ่น
หากมีการขาดออกซิเจนอย่างเรื้อรัง จะตรวจพบเส้นเลือดผิดปรกติที่บริเวณขอบตาดำซึ่งเป็นสัญญาณว่าควรพิจารณาเปลี่ยนชนิดของคอนแทคเลนส์ที่ใส่ให้บางลงหรือเปลี่ยนเป็นวัสดุที่ทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าสู่กระจกตาดำได้มากขึ้น เนื่องจากการขาดออกซิเจนของกระจกตานานๆ ทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกเกิดการเสื่อม การแบ่งตัวของเซลล์มีความผิดปรกติ มีโอกาสให้เชื้อโรคเกาะติดที่กระจกตาได้ง่ายขึ้นและเกิดการติดเชื้อได้

ภาพแสดงเส้นเลือดผิดปรกติที่งอกเข้ามาบริเวณขอบตาดำ แสดงว่ากระจกตามีการขาดออกซิเจนอย่างเรื้อรัง
ปัญหาที่เนื้อกระจกตา (stroma)
- แผลอักเสบซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (sterile infiltrates) : มักพบบริเวณขอบตาดำ เป็นจุดขาวๆ ขนาดเล็กประมาณ 0.1-2มิลลิเมตรสาเหตุเกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในกระจกตาดำของเราต่อสารแปลกปลอมซึ่งอาจเป็นสารที่สร้างโดยเชื้อแบคทีเรียที่เกาะคอนแทคเลนส์แต่ไม่ใช่การติดเชื้อที่มีตัวเชื้อโรคในกระจกตาส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีผลต่อการมองเห็นแต่อาจทำให้เกิดเป็นแผลเป็นจางๆที่ขอบกระจกตาดำได้

ภาพแสดงแผลอักเสบที่เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในกระจกตาดำต่อสารแปลกปลอม
- แผลติดเชื้อที่กระจกตาดำ (infectious keratitis) :เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความสำคัญ เนื่องจากทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ได้
ในภาวะปรกติร่างกายจะมีการป้องกันการติดเชื้อที่กระจกตาดำอยู่หลายกลไก ตั้งแต่การกระพริบตา การไหลเวียนของน้ำตา สารป้องกันเชื้อโรคในน้ำตา ชั้นผิวนอกของกระจกตาที่มีการเรียงตัวกันแน่นของเซลล์ รวมถึงเส้นประสาทที่กระจกตาซึ่งมีความไวต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ดวงตาเรา แต่กลไกการป้องกันเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ เป็นเหตุให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
แผลติดเชื้อที่กระจกตาดำส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่เชื้อโรคอื่นๆ ก็พบได้เช่น เชื้อรา หรือโปรโตซัว ซึ่งความเร็วในการลุกลามและความรุนแรงก็ขึ้นกับเชื้อแต่ละชนิด ในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรงจะทำให้ สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
พบว่าปัจจัยหลักที่มักเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อคือการใส่คอนแทคเลนส์ในเวลานอนหลับ ปัจจัยอื่นๆ อาจเกิดจากการปนเปื้อนในสารทำความสะอาด หรือในกล่องใส่คอนแทคเลนส์
การรักษาแผลติดเชื้อต้องได้รับการตรวจรักษาด้วยจักษุแพทย์ และควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อ

กระจกตาติดเชื้อแบคทีเรีย

กระจกตาติดเชื้อโปรโตซัว

กระจกตาติดเชื้อรา
- ตาแดงจากการที่คอนแทคเลนส์กดแน่นบนกระจกตา (tight lens syndrome) : คอนแทคเลนส์ที่คับเกินไปไม่เหมาะกับความโค้งของกระจกตา จะทำให้เกิดการกดแน่นบนกระจกตา เกิดการอักเสบในเนื้อกระจกตาและช่องหน้าลูกตา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา สู้แสงไม่ได้ ตาแดง และน้ำตาไหล อาการมักเกิดเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามอาการจะดีขึ้นได้เมื่อมีการถอดคอนแทคเลนส์และให้ยาลดการอักเสบ และควรพิจารณาเปลี่ยนความโค้งของคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับกระจกตาของเรา
- ความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนแปลง (corneal warpage) : การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานๆ อาจทำให้กระจกตามีความโค้งเปลี่ยนไป ทำให้เกิดภาวะสายตาเอียง และการมองเห็นลดลงได้ อย่างไรก็ตามการหยุดใส่คอนแทคเลนส์จะช่วยให้ความโค้งของกระจกตากลับเป็นดังเดิมได้
ปัญหาที่กระจกตาชั้นใน (endothelium)
เซลล์กระจกตาชั้นในทำหน้าที่ในการรักษาความสมดุลของปริมาณน้ำในเนื้อกระจกตา กรณีที่เซลล์กระจกตาชั้นในมีปัญหาเป็นจำนวนมากจะทำให้กระจกตาบวมน้ำ และเกิดความขุ่นของกระจกตาได้
พบว่าการใส่คอนแทคเลนส์อาจทำให้เซลล์กระจกตาชั้นในมีการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่างเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ใส่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดกระจกตาบวมจนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์
โดยสรุปแล้วการใส่คอนแทคเลนส์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต่อกระจกตา ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่เพียงเล็กน้อย จนกระทั่งเป็นรุนแรงและทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรมีความรู้เหล่านี้เพื่อป้องกันโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน และระมัดระวังความผิดปรกติเกิดกับดวงตา หากมีอาการผิดปรกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด |